How to ข้อควรรู้ก่อนเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น


ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับว่าเราชื่นชอบการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลแบบไหน ใครที่ชอบอากาศหนาวๆแบบอยากสวมรองเท้าบู๊ตเดินเก๋ๆพร้อมเสื้อโค้ตเท่ๆ อยากเห็นหิมะและเล่นสกีก็ต้องมาช่วงหน้าหนาว ส่วนใครไม่ชอบความหนาว อยากแต่งตัวสบายๆเหมือนอยู่เมืองไทยก็ต้องมาหน้าร้อน ใครที่อยากได้บรรยากาศโรแมนติก ชื่นชมความงามของธรรมชาติ ก็ต้องมาช่วงฤดูใบไม้ร่วงเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสี และใครอยาก เพลิดเพลินในบรรยากาศรื่นเริงและมีสีสัน ชมดอก ซากุระบาน ก็ต้องมาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ กล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะมาเวลาไหนก็ได้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป เที่ยวได้ทั้งปีไม่มีเบื่ออย่างแน่นอน

แต่งตัวตามฤดูกาลอย่างไรไม่ให้โป๊ะ


ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูนี้คนญี่ปุ่นนิยมจะใส่เสื้อผ้าแขนยาวมีสีสันและสวมคาร์ดิแกน เป็นฤดูที่คนแต่งตัวได้แฟชั่นจัดที่สุด

ฤดูร้อน ชิลกันสบายๆเนื่องจากอากาศร้อนพอๆกับเมืองไทย เพราะฉะนั้นขนเสื้อผ้าที่เราใส่ปกติไปเที่ยวได้เลย

ฤดูใบไม้ร่วง ไอเท็มที่ขาดไม่ได้ในฤดูกาลนี้ก็คือเสื้อแขนยาวนั่นเอง เพราะฤดูนี้อากาศค่อนข้างเย็น ดังนั้นควรเตรียมเสื้อกันหนาวไปให้พร้อมด้วย

ฤดูหนาว วินเทอร์แฟชั่นวีคต้องมา! ฤดูหนาวที่ญี่ปุ่นนั้นมีอากาศหนาวเย็นมาก ควรเตรียมเสื้อผ้าหนาๆสำหรับสวมหลายชั้น หรือพวกมีเสื้อโค้ท เสื้อฮีทเทคต่างๆมาด้วย

เดินทางด้วยสายการบินไหนดี?
แน่นอนว่าตั๋วเครื่องบิน คือขั้นตอนแรกที่เราต้องจัดการซื้อให้เรียบร้อย ถ้าเราเริ่มต้นก้าวแรกด้วยตัวเครื่องบินราคาถูก เราก็จะเหลือพ็อกเก็ตมันนี่ไว้เป็นค่าอาหารและช็อปปิ้งในทริปเพิ่มมากขึ้นไปด้วย
โดยก่อนที่จะไปเลือกซื้อตั๋วเครื่องบินนั้นก็ต้องมาทําความรู้จักกับประเภทของสายการบินกันก่อน จะได้เข้าใจว่าทําไมแต่ละสายการบินถึงราคาไม่เท่ากัน เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ เราจึงขอแบ่งสายการบินที่บินไปญี่ปุ่นเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. Low Cost Flight
คือสายการบินต้นทุนต่ำ ราคาถูก เหมาะกับนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็คหรือนักเดินทางที่ต้องการประหยัดงบในกระเป๋า สายการบินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ AirAsia ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง สายการบินแบบนี้จะมีข้อเสียตรงที่ไม่สามารถเปลี่ยนเที่ยวบินได้ ต้องซื้อน้ำหนักกระเป๋าและอาหารบนเครื่องต่างหาก ที่นั่งก็คับแคบ ไม่มีอุปกรณ์สร้างความบันเทิงให้บนเครื่อง และมักจะต้องเสียเวลาแวะต่อเครื่อง (Transit) นานหลายชั่วโมง มีเพียงสายการบิน Thai AirAsia X ที่มีบริการบินตรงถึงญี่ปุ่น

2. Full Service 1 Transit
คือสายการบินที่ให้บริการแบบ Full Service สามารถเลือกที่นั่งเองได้ฟรี ให้สิทธิ์นําสัมภาระขึ้นเครื่องฟรี มีอาหาร รวมถึงมีประกันการเดินทางให้ แต่จําเป็นต้องแวะรอต่อเครื่อง 1 ที่ ซึ่งสายการบินประเภทนี้หากหาโปรโมชั่นดีๆ อาจได้ราคาพอๆกับสายการบินแบบ Low Cost แต่ได้บริการที่ครบครันกว่าเลยทีเดียว

3. Full Service Direct Flight 
สายการบินชั้นนําที่เป็นเที่ยวบินตรงและให้บริการแบบ Full Service มีอาหารเสิร์ฟ 2 มือ มีหมอน ผ้าห่ม หูฟัง และอุปกรณ์ความบันเทิงแบบครบครัน มีประกันการเดินทางให้ มีเที่ยวบินเวลาดีๆให้เลือกหลายเวลา หากใครไม่สะดวกก็สามารถเปลี่ยนเวลาบินได้ ซึ่งบริการที่ครบครันทั้งหมดนี้ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงกว่าสายการบินประเภทอื่นๆนั่นเอง

ช่วงเวลาในการเดินทาง
จากกรุงเทพฯไปยังสนามบินนานาชาติคันไซ โดยทั่วไปจะใช้เวลาบินตรงจากกรุงเทพฯถึงสนามบิน 5 ชั่วโมง 30 นาที โดยประมาณ จะเลือกเดินทางเวลาไหนก็ขึ้นอยู่กับแพลนเดินทางของแต่ละคน แต่แนะนําให้เดินทางช่วงกลางคืนจะดีกว่า เพราะจะได้ไปถึงตอนช่วงเช้าพอดี มีเวลานอนบนเครื่องบินทั้งคืนและเก็บแรงไว้เที่ยวเต็มๆวัน ไม่เปลืองค่าโรงแรมแถมยังประหยัดค่าอาหารเช้าไปอีกหนึ่งมือด้วย

เดินทางไปกับใคร
ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระดับอาชญากรรมต่ำ มีความปลอดภัยสูง ดังนั้นไม่ว่าจะไปเที่ยวกันเป็นกลุ่ม กับเพื่อน กับแฟน กับครอบครัว หรือแม้กระทั่งไปคนเดียวก็รับรองว่าสนุกและปลอดภัยแน่นอน

ที่พัก
การเลือกที่พักเป็นเรื่องสําคัญมาก สําหรับนักท่องเที่ยวงบน้อย การได้ที่พักราคาถูกในทําเลดีๆ จะทําให้เรามีเงินเหลือสําหรับเที่ยวมากขึ้น ประหยัดเวลาเดินทางและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ที่พักไม่ใช่เพียงที่ชกหัวนอนพักผ่อนเท่านั้น ในบางครั้งที่พักประเภทต่างๆสามารถสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ได้ เพราะที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่โรงแรมแบบธรรมดาทั่วไป แต่มีทั้งเรียวกังสุดคลาสสิก และ โรงแรมแคปซูลที่พักแห่งอนาคต เป็นประสบการณ์ที่หาจากประเทศอื่นๆไม่ได้ เรามาดูประเภทของที่พักในญี่ปุ่นกันว่ามีแบบไหนให้เลือกสรรกันบ้าง

1. Hotel
โรงแรมแบบสากลทั่วไปมีหลากหลายทําเลที่ตั้ง ภายในห้องมีสิ่งอํานวยความสะดวกครบครัน มีให้เลือกหลายระดับ ต่างราคา ตั้งแต่ 2 ดาวไปจนถึง 5 ดาว ขึ้นอยุ่กับเงินในกระเป๋าของเราล้วนๆ ราคาโดยประมาณจะตกคืนละ 10,000 – 30,000 เยน

2. Business Hotel
โรงแรมแบบสากลที่มีขนาดห้องค่อนข้างเล็ก มีสิ่งอํานวยความสะดวกพอสมควร มีห้องน้ำส่วนตัว โรงแรมประเภทนี้ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟ คนที่มาพัก ลส่วนใหญ่มักเป็นนักธุรกิจ
สําหรับเครือ Business Hotel ที่มีชื่อเสียงคือ เครือโรงแรม Toyoko Inn ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น มีจุดเด่นที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ และมีอาหารเช้าให้ฟรี ราคาโดยประมาณจะตกคืนละ 6,000 – 10,000 เยน

3. Hostel หรือ Guesthouse
ที่พักราคาประหยัดสุดๆสําหรับคนที่พร้อมเปิดรับเพื่อนใหม่ๆ เพราะที่พักประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเปิดให้แขกพักรวมกัน 2-4 คนต่อห้อง มีพื้นที่ส่วนกลางให้ดูทีวี ทำกับข้าวร่วมกัน ทําให้ได้คุยได้รู้จักกับเพื่อนชาวต่างชาติอีกมากมาย นอกจากนี้หากเป็นสมาชิก Hosteling Interna (HI) จะได้ส่วนลดค่าที่พักเพิ่มด้วย ราคาโดยประมาณคืนละ 2,000 – 6,000 เยน

4. Capsule Hotel
โรงแรมประเภทนี้จะตัดสิ่งอํานวยความสะดวกอื่นๆออกเหลือแค่สิ่งที่จําเป็นจริงๆ มีลักษณะเป็นตู้นอนเรียงต่อกัน หนึ่งคนต่อหนึ่งตู้ มีม่านปิดที่ปลายเท้าเพื่อความเป็นส่วนตัว มีล็อกเกอร์ส่วนตัวให้เก็บของ มีห้องอาบน้ำรวม และมีชุดยูกาตะให้ใส่เวลานอน เรียกได้ว่าพอซุกหัวนอนเท่านั้น ผู้เข้าพักส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ตกรถไฟ หรือเมาจนกลับบ้านเองไม่ไหว โรงแรมแคปซูลส่วนใหญ่จะไม่รับผู้หญิงเข้าพัก แต่บางโรงแรมก็มีพื้นที่สําหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ราคาโดยประมาณคืนละ 2,000 – 4,000 เยน

5. Ryokan Hotel
โรงแรมแบบที่มีความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้ดั้งเดิมมากที่สุด โรงแรมประเภทนี้มีเสน่ห์ในด้านความพิถีพิถัน ใส่ใจรายละเอียด ทั้งเรื่องอาหาร ที่พัก และการให้บริการ พื้นห้องของโรงแรมปูด้วยเสือทะตะมิ มีชุดยูกาตะให้แขกผู้มาพักสวมใส่ ที่นอนมักเป็นแบบฟูกปูพื้นหรือที่เรียกว่าฟุตง มีการเสิร์ฟอาหารแบบฟูลคอร์สในห้องพักให้แขก 2 มื้อ คือมื้อเช้าและเย็น ที่สําคัญที่สุดคือมักมีออนเซ็นไว้ให้แขกที่มาพักแช่ผ่อนคลาย ราคาโดยประมาณคืนละ 15,000 – 40,000 เยน

6. Minshuku (Homestay)
ที่พักสไตล์โฮมสเตย์ที่จะทําให้แขกที่มาพักได้สัมผัสชีวิตครอบครัวชาวญี่ปุ่น อัตราค่าที่พักไม่แพงและเป็นกันเอง มีอาหารบริการ 2 มือ ไม่มีแม่บ้านคอยจัดห้องให้ แขกที่มาพักต้องเตรียมสิ่งของส่วนตัวไปเอง ต้องปูและเก็บที่นอนเอง ราคาโดยประมาณคืนละ 6,000 – 9,000 เยน

7. วัด
ไม่ได้เอาฮาแต่นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดค่าที่พักได้ง่ายๆ! คนญี่ปุ่นจะเรียกที่พักประเภทนี้ว่า Shukubo (ที่พักในวัด) วัดพุทธจํานวนไม่น้อยในญี่ปุ่นเปิดให้บริการรับคนเข้ามาพัก ยิ่งไปกว่านั้นบางวัดยังมีออปชั่นพิเศษ จัดกิจกรรมชวนแขกนั่งสมาธิแบบเซนอีกด้วย วัดที่นิยมไปพักค้างคืนในคันไซคือ วัดบนโคยะซัง จังหวัดวะกะยะมะ ราคาโดยประมาณ: คืนละ 3,000 – 20,000 เยน

เทคนิคการจองโรงแรมให้ประหยัด

1. จองก่อนล่วงหน้า
เราควรจองที่พักไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทางประมาณ 1 – 2 เดือน เพื่อความอุ่นใจในการท่องเที่ยว ไม่ควรเดินหาที่พักเอาดาบหน้าหรือวอล์คอินเข้าไป เพราะบางครั้งการวอล์คอินอาจได้ราคาที่พักแพงกว่าจองไว้ล่วงหน้าเสียอีก

2. จองพร้อมกับตัวเครื่องบิน
ตามเอเย่นต์สายการบินมักมีโปรโมชั่นจองตั๋วเครื่องบินแล้วได้ส่วนลดค่าที่พัก เช่น

www.expedia.co.th หากจองตั๋วเครื่องบินจากเว็บไซต์นี้มักได้ส่วนลดโรงแรม 10 – 50 เปอร์เซ็นต์ โดยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต และหากยกเลิกล่วงหน้าก่อนเวลาเข้าพักเกิน 24 ชั่วโมง จะได้รับเงินคืนเต็มจํานวน แต่ต้องอ่านเงื่อนไขการจองให้ละเอียด เพราะบางโรงแรมก็อาจไม่คืนเงินให้

www.airasiago.com เว็บไซต์นี้ต้องจองที่พักแล้วซื้อตั๋วเครื่องบินกับ AirAsia เท่านั้น ใครโชคดีอาจเจอโปรโมชั่นจองที่พักแล้วได้บินฟรีอีกต่างหาก! เว็บไซต์นี้มีข้อเสียอย่างเดียวคือขอคืนเงินค่อนข้างนาน­­

3. จองโรงแรมเดียวกันหลายคน
การจองโรงแรมเดียวกันหลายๆคืน นอกจากจะสะดวกตรงที่ไม่ต้องยกระเป๋าเดินทางแล้ว ยังมักได้ราคาถูกกว่าในเว็บไซต์ต่างๆ เรียกโปรโมชั่นของที่พักลักษณะนี้ว่า Consecutive Stays เว็บไซต์ที่แนะนํา ได้แก่

www.travel.rakuten.com เว็บไซต์จองโรงแรมเฉพาะของญี่ปุ่น มักจะมีโปรโมชั่น Consecutive Stays ราคาถูกอยู่ สามารถจองและไปจ่ายเงินที่โรงแรมได้โดยไม่จําเป็นต้องใช้บัตรเครดิต

www.mystays.com เว็บสําหรับค้นหาโรงแรมที่เน้นพักแบบหลายคืน มีสาขาอยู่ทั่วทั้งประเทศ แบ่งเป็นแบรนด์ย่อย MyStays เหมาะ สําหรับคนที่พัก 2-3 คืน และ Flexstay Inn เหมาะสําหรับคนที่พักเป็นรายสัปดาห์

4. เปรียบเทียบราคาโรงแรมในแต่ละเว็บก่อนจองทุกครั้ง
โรงแรมแต่ละแห่งอาจมีราคาไม่เท่ากันในแต่ละเว็บไซต์ ดังนั้นควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าเว็บไซต์ไหนราคาถูกที่สุด

www.agoda.com เป็นเว็บที่คนไทยรู้จักดีที่สุด มักมีโปรโมชั่นลดราคาแบบสุดๆ แต่อย่าเพิ่งรีบร้อนจองครับ บางครั้งราคาที่ลดลงมานั้นอาจเท่ากับราคาปกติของเว็บไซต์อื่นๆ แถมยังมีภาษีและค่าธรรมเนียมราว 17 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย

www.booking.com เว็บไซต์นี้มีข้อดีคือราคาที่เห็นเป็นราคาที่รวมค่าธรรมเนียมแล้ว สามารถจองผ่านบัตรเครดิตและจะตัดเงินค่าที่พักเมื่อถึงวันเข้าพักแล้วเท่านั้น และบางกรณีสามารถยกเลิกได้ฟรี ต้องศึกษาเงื่อนไขก่อนจองให้ดี

www.hotels.com เป็นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้กันค่อนข้างน้อย เว็บไซต์นี้มีดีตรงที่หากลูกค้าพบว่าเว็บไซต์อื่นๆเสนอราคาค่าที่พักต่ำกว่าที่เว็บไซต์นี้นําเสนอ ทางเว็บไซต์จะคืนเงินให้เต็มจํานวนภายในเวลา 24 ชั่วโมง

เพิ่มเติม: หากไม่ชัวร์ว่าใน 3 เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์ไหนให้ราคาถูกที่สุดให้ใช้ www.hotelsCombined.com ตรวจสอบได้เลย

สกุลเงิน
สกุลเงินของญี่ปุ่นคือ “เยน” (JPY) มีธนบัตรทั้งหมด 10,000 5,000 2,000 และ 1,000 เยน ส่วนเหรียญมีทั้งหมด 6 แบบก็คือเหรียญ 500, 100, 50, 10, 5 และ 1 เยน (แต่เตือนไว้ก่อนนะว่าเจ้าเหรียญ 1 เยนนี้แทบจะไม่มีค่าอะไรเลย แม้กระทั่งตู้ยอดเหรียญยังไม่รับเลยล่ะ)

เพิ่มเติม: ถึงจะมีแบงก์ใหญ่อย่าง 10,000 เยนในมือ ก็ไม่ต้องเครียดนะว่าเวลาเอาไปซื้อของราคาน้อยๆ คนขายจะไม่มีเงินทอน ที่ญี่ปุ่นจะมีเงินทอนให้เสมอ เผลอๆจะยิ้มรับด้วยความเต็มใจอีกต่างหาก ตรงกันข้ามหากร้านไหนไม่มีทอนคนขายจะรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องในหน้าที่แบบสุดๆ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet