สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในเมืองโกเบ มีอะไรบ้างต้องตามไปดู

รู้จักการเดินทางท่องเที่ยวในโกเบกันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกันบ้างดีกว่าว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองโกเบซึ่งเป็นเมืองท่าที่ได้ชื่อว่าทันสมัยสุดๆในภูมิภาคคันไซน่ะมีอะไรน่าแวะเช็คอินกันบ้าง ถ้าพร้อมแล้วตามเราไปดูกันเลย!

Flower Road


ถนนสายดอกไม้ จุดเริ่มต้นการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองโกเบ ถนนทอดยาวตรงจากสถานีรถไฟ JR Sannomiya ใจกลางเมืองตรงไปยังอ่าวโกเบ ตลอดสองฝั่งเส้นทางยาว 800 เมตรเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพรรณที่ปลูกไว้สวยงาม มีรูปหล่อสําริดในท่าทางแปลกตา ชวนให้คุณสดชื่นได้ตลอดเส้นทาง

Higashi Yuenchi Park


สวนสาธารณะขนาดกลางที่เต็มไปด้วยรูปปั้นศิลปะ ธารน้ำไหล และต้นไม้ขนาดใหญ่ สวนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของการเกิดแผ่นเดินไหวครั้งใหญ่ โดยมี 1.17 Light of Hope เสาที่แสงไฟไม่มอดดับ อนุสรณ์แห่งความทรงจําของชาวเมืองโกเบถึงความสูญเสียจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และการเกิดใหม่ที่ดีขึ้น ใกล้กันนั้นยังมีรูปปั้น Marina หญิงสาวโอบ นาฬิกาที่เข็มนาฬิกาหยุดอยู่ที่เวลา 5.46 น. ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1995 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว

Kobe City Museum


พิพิธภัณฑ์เมืองโกเบ เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1982 ภายในจัดแสดงวัตถุโบราณที่รวมมาจากทั่วญี่ปุ่น สิ่งของเก่าแก่ราคาแพงไปจนถึงนวัตกรรมแปลกใหม่ที่นําเข้าจากต่างประเทศในสมัยที่เปิดท่าใหม่ๆ

Port of Kobe


ท่าเรืออันเป็นแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญของเมืองโกเบและภูมิภาคคันไซมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ท่าเรือที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ รอบๆท่าเรือจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง

ทุกๆ วันเสาร์จะมีตลาดนัดเปิดท้ายขายของมือสองที่ท่าเรือแห่งนี้ แต่ควรมาก่อน 15.30 น. เพราะร้านค้าจะเริ่มเก็บของกันแล้ว โดยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจที่อยู่ใน ละแวกท่าเรือโกเบมีดังนี้

Fish Dance
ประติมากรรมปลาเต้นระบําที่ตั้งอยู่หน้า Cafe Fish ร้านคาเฟสไตล์ยุโรปที่มีเมนูหลักเป็นจานปลาและอาหารทะเล เป็นจุดนัดพบของใครหลายๆ คน

Earthquake Memorial Park
ใกล้ประติมากรรมปลาเต้นระบํา มีซากกําแพงคอนกรีตริมทะเลยาว 60 เมตร ที่ล้อมด้วยคอนกรีตพร้อมทางเดินรอบ เป็นอนุสรณ์สถานให้คนรุ่นหลังและนักท่องเที่ยวได้เห็นถึงความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น ใกล้ๆกันยังมีกําแพงมีนิทรรศการภาพถ่ายความสูญเสียในครั้งนั้นจัดแสดงด้วย

Kobe Maritime Museum
พิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์เมืองโกเบ อาคารรูปทรงแปลกตา มีโครงเหล็กทรงเรือสีขาวอยู่ด้านบนเป็น จุดเด่น เปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ.1987 เพื่อฉลองครบรอบ 120 ปีการเปิดท่าเรือโกเบ ภายในจัดแสดงนิทรรศการ 2 เรื่อง ได้แก่ ประวัติความเป็นมาของท่าเรือโกเบและการเดินเรือของญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ Kawasaki Good Times World จัดแสดงโชว์เทคโนโลยีของบริษัทคาวาซากิ ผู้ผลิตรถไฟชินคันเซ็น เครื่องบินเจ็ต เรื่อ เดินสมุทร และมอเตอร์ไซค์ชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

Naka-Pier Cruise Terminal
ท่าเทียบเรือเดินสมุทรที่จะพาคุณไปดื่มความสวยงามของอ่าวโกเบแบบพานอรามา มีทั้งเส้นทางที่ล่องทะเลออกไปชมสะพานอะคะชิไคเกี่ยว (Akashi Kaikyo Bridge) สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกห่างจากท่าเรือออกไป 20 กิโลเมตร และเส้นทางไปชมสนามบินโกเบซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลไม่ไกลจากท่าเรืออีกด้วย

เรือเดินสมุทรที่ให้บริการที่ท่าเรือนี้มีอยู่ 5 ลํา คือ

ชมวิวระยะใกล้ ใช้เวลา 40 – 45 นาที พาล่องชมวิวริมอ่าว ลอดใต้สะพาน และชมสนามบินโกเบ โกเบโอฮะชิ (Kobe Ohashi) สะพานเหล็กสีแดงสดที่ใช้ข้ามเกาะไปสนามบินโกเบ

• Villaggio Italia เรือโจรสลัดขนาดกลาง ใช้เวลา 40 นาที ค่าโดยสาร 1,100 เยน
Fantasy เรือสําราญขนาดกลาง ใช้ เวลา 45 นาที ค่าโดยสาร 1,200 เยน

• Ocean Prince เรือเดินทะเลรูปทรง โบราณ ใช้เวลา 45 นาที ค่าโดยสาร 1,100 เยน

ชมวิวระยะไกล ใช้เวลา 90 – 140 นาที พาล่องชมช่องแคบอะคะชิและสะพานอะคะชิ ไคเกียว ในเรือมีภัตตาคารให้บริการ

• Luminous Kobe 2 เรือสําราญที่มีภัตตาคารให้บริการถึง 7 แห่ง ใช้เวลา 90 – 140 นาที ค่าโดยสาร 2,160 – 3,240 เยน (ค่าอาหาร ไม่รวมในค่าโดยสาร)

• Concerto เรือสําราญหรูที่มีภัตตาคารจีนให้บริการ ใช้เวลา 90 – 105 นาทีค่าโดยสาร 2,200 เยน (ค่าอาหารไม่รวมในค่าโดยสาร)

Kobe Port Tower
หอคอยชมวิวสีแดงสด สูง 108 เมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1963 แรกเริ่มเป็นหอคอยสีน้ำเงินสด แต่เมื่อผู้คนพากันบ่นว่าเมื่อฟ้าเริ่มมืดแล้วมองไม่เห็นตัวหอคอย จึงทาโครงเหล็กรอบๆใหม่ทั้งหมดให้เป็นสีแดง หอคอยออกแบบโดยใช้ท่อเหล็กถักเป็นโครงสร้างซึ่งจําลองแบบมาจากกลองญี่ปุ่น สามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวได้มากกว่า 6.8 แมกนิจูด ชั้น 3 หอคอยมีร้านกาแฟ Kobe Tower Cafe ที่หมุนไปรอบๆ 360 องศา และชั้น 5 เป็นจุดชมวิวที่มองไกลไปถึงยอดเขารกโก (Mount Rokko) และ อ่าวโอซาก้า

Harborland


พื้นที่ริมฝั่งตรงข้ามท่าเรือโกเบที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นย่านการค้า มีห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ สวนสนุก รวม ถึงศูนย์การค้าริมน้ำที่ตกแต่งสไตล์เมืองในยุโรปอย่างสวยงาม โดยเฉพาะในยามค่ำคืน เป็นแหล่งท่องเที่ยวสําหรับผู้ต้องการชมท่าเรือโกเบในมุมมองแบบคลาสสิก

Umie MOSAIC


ศูนย์การค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของ Kobe Harborland umie ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารนานาชาติมากมาย ตกแต่งพื้นที่เลียนแบบอิตาลีในสมัยก่อนที่เต็มไปด้วยอาคารปูนเปลือยสีสันสวยงาม มีระเบียงและทางเดินยาวขนานท่าเรือโกเบ ทําให้ลูกค้าสามารถชื่นชมความงามของอ่าวโกเบได้ตลอดเวลาที่อยู่ในศูนย์การค้า ที่นี่มีร้าน Sanrio Vivitix ร้านขายสินค้าเครือซานริโอ Eggs’n Things ร้านแพนเค้กชื่อดังจากฮาวาย สารพัดร้านอาหารที่มีเนื้อโกเบเป็นเมนูเด่น และที่เด็ดสุดคือร้าน Kobe Brand ที่รวบรวมขนมขึ้นชื่อของเมืองเอาไว้เต็มร้าน

• MOSAIC Ferris Wheel
ชิงช้าสวรรค์ชมเมืองโกเบแบบ 360 องศา ให้คุณสามารถหลบความแออัดของผู้คนไปอยู่ในโลกใบเล็กของคุณตลอดเวลา 15 นาที

• Kobe Anpanman Children’s Museum & Mall
พิพิธภัณฑ์เด็กอันปังแมนที่เด็กๆจะได้เพลิดเพลนกับกิจกรรมต่างๆ ทั้งวาดภาพ ทําขนม เล่นเครื่องเล่น และชมโชว์ต่างๆ บนชั้น 2 เป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์โดยเน้นโซนกิจกรรมสําหรับเด็ก ส่วนชั้น 1 เป็นพื้นที่ร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขนมขายของฝากทุกอย่างเกี่ยวกับอันปังแมน มีแม้แต่ร้านตัดผม

• Uncle Jam’s Balkery Hill
ถ้าคุณเคยดูการ์ตูนเรื่องอันปังแมน รับรองว่าคุณต้องรู้จักคุณลุงแจม ผู้ให้กําเนิดอันปังแมนและผองเพื่อนแน่ๆ ร้านขนมปังนี้คือร้านเดียวกับในการ์ตูน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนมปังต้นกําเนิดอันปังแมนและเพื่อนๆ

• umie
ห้างสรรพสินค้าโดนใจวัยรุ่น มีร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังมากมาย ทั้ง H&M, GU, Uniqlo, Zara, GAP, Bershka, Old Navy, ABC-Mart รวมถึงร้านของเล่นสําหรับเด็ก Toy “R” Us

• Elvis Presley Statue
รูปปั้นเอลวิส เพรสลีย์ ราชาแห่งร็อคแอนด์โรลตลอดกาลตั้งเด่นตระหง่านอยู่หน้าอาคาร Culmeni ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ Kobe

Motomachi Shopping Street


ถนนช็อปปิ้งชั้นแนวหน้าของเมืองโกเบ เป็นที่ตั้งของไชน่าทาวน์และสุดเขตถนนที่ฮาร์เบอร์แลนด์ มีร้านค้าแบรนด์เนม ร้านอาหารหลากหลายมากถึง 330 ร้านตลอดความยาวถนน 1.2 กิโลเมตร

Nankinmachi 2 (Kobe China Town)


ไชน่าทาวน์แห่งเมืองโกเบ พื้นที่เล็กๆที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบจีนท่ามกลางเมืองญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่นมีไชน่าทาวน์ทั้งหมด 3 แห่ง โดยไชน่าทาวน์โกเบเป็นแห่งที่เล็กที่สุดในประเทศ (ที่โยะโกะฮะมะใหญ่สุด รองลงมาเป็นที่นะงะซะกิ) แม้จะมีขนาดเล็กๆแต่ก็เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ไชน่าทาวน์แห่งนี้ในอดีตเป็นแหล่งที่พักอาศัยของชาวจีนที่เข้ามาค้าขายในญี่ปุ่นหลังจากที่มีการก่อสร้างท่าเรือโกเบเพื่อการพาณิชย์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1868 พื้นที่นี้ได้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ของชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ในภูมิภาคคันไซ ปัจจุบันแทบไม่มีชาวจีนอาศัยอยู่แล้ว เป็นเพียงพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีร้านอาหารจีนจํานวนมากมาเปิดขาย โดยเฉพาะร้านไอติมอร่อยๆ สัญลักษณ์ของไชน่าทาวน์แห่งนี้คือประตูฉางอาน (Changan Gate) ทางทิศตะวันออก ประตูซีอาน (Xian Gate) ทางทิศตะวันตก และประตูหนานโหลว (Nanlon Gate) ตั้งอยู่ทิศใต้ ตลอดความยาว 200 เมตรจากทิศตะวันออก ตะวันตก มีร้านค้า ร้านอาหาร ภัตตาคารมากมายตั้งเรียงราย ผู้คนคึกคัก ตรงกลางระหว่างถนนสองสายที่ตัดกันมีลานนันกิงมะชิ (Nankinmachi) ซึ่งมีซุ้มจีนและรูปปั้นนักษัตรทั้ง 12 ราศีเป็นศูนย์กลางของย่านตั้งอยู่ และทุกๆวันสําคัญของจีนจะมีการจัดงานต่างๆที่นี่ แนะนําว่าไม่ควรมาเดินหลัง 20.00 น. เพราะตลาดวาย ร้านค้าเก็บของกันแล้ว

The Great Hanshin-Awaji 8 Earthquake Memorial


พิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตและให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น ณ เมืองโกเบ เมื่อเวลา 5.46 น. ของวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1995 ด้วยความรุนแรงขนาด 6.8 มาตราโมเมนต์ อาคารสร้างด้วยกระจกนิรภัยความหนาสูงเพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายโดยแผ่นดินไหว ภายในจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น ทั้งในรูปแบบโมเดลจําลอง สารคดี และภาพถ่ายจริงจากเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีต

UCC Coffee Museum

พิพิธภัณฑ์กาแฟของบริษัท UCC ผู้ผลิตกาแฟรสเยี่ยมตั้งอยู่บนเกาะ Port Island จัดแสดงขั้นตอนการผลิตกาแฟตั้งแต่เป็นเมล็ด เครื่องชงกาแฟในแต่ละยุคสมัย รวมถึงมีร้านขายกาแฟ UCC และขนมโคลลอนรสกาแฟที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้

Akashi Kaikyo Bridge


สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก ในอดีตการเดินทางระหว่างเมืองโกเบบนเกาะฮนชูกับเมืองอิวายะบนเกาะอะวาจิ (Awaji) มีเพียงวิธีเดียวคือใช้บริการเรือข้ามฟาก ซึ่งเส้นทางไปกลับระหว่างสองเกาะนี้มีเรือสัญจรคับคั่ง และมีภัยธรรมชาติรุนแรงเกิดขึ้นเป็นประจํา กระทั่งเกิดเหตุการณ์เรือข้ามฟาก 2 ลําชนกันจนอับปางเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1955 ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจึงผลักดันโครงการ ก่อสร้างสะพานแห่งนี้ให้เกิดขึ้น สะพานแขวนอะคะชิไคเกียวสร้างเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็น ทางการเมื่อวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1998 รวมมูลค่าการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 175,000 ล้านบาท) ติดอันดับ 1 ใน 10 สิ่งก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันสะพานแขวนแห่งนี้ยังครองสถิติเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกและนับเป็นผลงานชิ้นเอกของวิศวกรญี่ปุ่น มีความยาวทั้งหมด 3,911 เมตร เฉพาะตัวสะพานยาว 1,991 เมตร กว้าง 6 เลน มีรถที่ใช้สะพานนี้สัญจรประมาณวันละ 23,000 คัน

หลังดวงอาทิตย์ตกดินถึงเที่ยงคืน หากไม่รู้จะไปเที่ยวต่อที่ไหน แนะนําให้มาชมวิวที่เชิงสะพานแห่งนี้ ตัวสะพานจะเปิดไฟประดับสวยงามมาก ซึ่งจะเปลี่ยนสีไฟตามช่วงเวลา โรแมนติกสุดๆไปเลยล่ะ

ที่เชิงสะพานฝั่งของเกาะฮนซู มีอาคาร Bridge Exhibition Center จัดแสดงเรื่องราวประวัติการสร้างสะพาน มีทางเดินใต้สะพาน Maiko Marine Promenade ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงจากพื้นดินถึง 150 เมตร! ใครที่ชื่นชอบความท้าทายก็มาลองกันได้

Sun Yat-sen Memorial Hall


อนุสรณ์สถานระลึกถึงดร.ซุนยัตเซน บิดาของชาติจีน ผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั้งและประธานาธิบดีเฉพาะกาลคนแรกของสาธารณรัฐจีน ดร. ซุนยัตเซนเป็นแกนนําสําคัญในการปลดปล่อยชาวจีนให้มีเสรีภาพจากการกดขี่ ด้วยความหวังให้จีนกลายเป็นประเทศที่เป็นอิสระ เสมอภาค และมั่นคง
อาคารแห่งนี้เปิดขึ้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1984 เพื่อยกย่องดร.ซุนยัตเซนในฐานะที่ท่านเป็นนักปฏิวัติจีน รัฐบุรุษ และนักปรัชญา อาคารแห่งนี้เดิมเคยใช้เป็นสถานที่ต้อนรับดร.ซุนยัตเซนในครั้งที่เดินทางมาเยือนเมืองโกเบ เมื่อปี ค.ศ.1913 ภายในจัดแสดงสิ่งของ กระดาษ และผลงานของ ดร.ซุนยัตเซนจากเมื่อครั้งที่มีชีวิตอยู่

Tetsujin 28-Go Statue (Kobe Project)


หุ่นยนต์ที่ฮอตที่สุดในเมืองโกเบ ตัวการ์ตูนนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1956 วาดโดยโยะโกะยะมะ มิสีเทะรุ (Yokoyama Mitsuteru) ซึ่งเรื่องนี้โด่งดังมากถึงขั้นได้ซื้อลิขสิทธิ์อนิเมะไปฉายที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา จากภาพการ์ตูนขาวดําบนแผ่นฟิล์มวันนั้นกลายมาเป็นหุ่นยนต์ขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้น จากเหล็กน้ำหนักรวมกว่า 50 ตัน สูง 18 เมตร เท่ากับสเกลในการ์ตูน พร้อมเติมสีสันให้ดูมีชีวิต ใช้งบประมาณสร้างทั้งหมดกว่า 135 ล้านเยน (ประมาณ 45 ล้านบาท) ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะ Wakamatsu Park หลังห้างสรรพสินค้า Tokyu สาขา Shin – Nagata

Kitano Ijinkan


ย่านที่อดีตเมื่อเริ่มเปิดท่าเรือโกเบซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ บริเวณนี้มีบ้านของชาวต่างชาติอยู่หลายหลัง แต่ละหลังตกแต่งภายในเป็นสไตล์แต่ละประเทศ ซึ่งปัจจุบันบ้านเก่าที่ สวยงามเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงและเปิดเป็นร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนได้เข้าชมแทน

หมู่บ้านคิตาโนะมีพาสรวมค่าเข้าชมบ้านราคาประหยัดอยู่ชื่อ linkan Admission Ticket มีทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่

• เลือกเข้าชมบ้านได้ทั้งหมด 3 หลัง ผู้ใหญ่ 1,400 เยน เด็ก 300 เยน
• เลือกเข้าชมบ้านได้ทั้งหมด 5 หลัง ผู้ใหญ่ 2,100 เยน เด็ก 500 เยน
• เข้าชมบ้านได้ทั้งหมด 8 หลัง ผู้ใหญ่ 3,000 เยน เด็ก 800 เยน

บ้านที่เข้าชมได้จะระบุไว้ที่ด้านล่างของใบ สามารถหาซื้อพาสนี้ได้ที่เคาน์เตอร์ขายตัวหน้าบ้าน ที่เปิดให้เข้าชมทุกหลัง

Ben’s House


บ้านหลังเก่าของ Ben Allison นักสํารวจและนักล่าสัตว์ชาวอังกฤษผู้ชื่นชอบล่าสัตว์จากทั่วทุกมุมโลก บ้านหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1902 เป็นหนึ่งในบ้านสไตล์ตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดในย่านคิตาโนะ จัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์ที่เขาล่ามาได้ด้วยตนเอง ทั้งหมีขั้วโลกยักษ์สูงขนาด 3 เมตร กวางมูส เสือดาวและอื่นๆอีกมากมาย

• Yolkan Nagaya (French House)
อพาร์ตเมนต์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. ย 1904 ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สุดหรูหราและภาพศิลปะจากประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมความงามของกระจกสีริมหน้าต่าง โคมไฟทิฟฟานี่ติดกระจกสี ที่วางตามโต๊ะ ตู้ เตียง และคอลเล็กชั่นลังเก็บของที่ออกแบบโดยหลุยส์ วิตตองที่จัดแสดงภายในบ้าน

Moegi House
บ้านไม้สองชั้นสีเขียวสไตล์อเมริกันที่ร่มรื่นด้วยต้นการบูร ออกแบบโดย A.N. Hansell สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1903 เพื่อใช้เป็นที่พํานักของ Hunter Sharp กงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา ต่อมาบ้านหลังนี้ถูกเปลี่ยนมือมาเป็นที่อยู่ของโคบายาชิ ฮิเดะโอะ ประธานบริษัท Kobe Electric Railway บ้านนี้มีระเบียงไม้สีเขียวและหน้าต่าง ฉลุลายเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร มองเห็นวิวเมืองโกเบและทะเลได้อย่างชัดเจน ภายในแบ่งห้องเป็นสัดส่วนน่าอยู่

 Rhenania House (Weather Cock House)
บ้านอิฐแดงสไตล์เยอรมันที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ตั้งอยู่หน้าลานน้ำพุ ศูนย์กลางของหมู่บ้านคิตาโนะ บ้านหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 โดยมี Gottfried Thomas เป็นเจ้าของบ้าน มีห้องโถงต้อนรับ ห้องรับแขก ห้องอาหาร และห้องนอน ทุกห้องตกแต่งในศิลปะแบบเยอรมัน สไตล์ อาร์ตนูโวที่ดูแข็งแรง สมบุกสมบัน แต่มีความเรียบง่ายและงดงาม

Uroko House and Uroko Museum
บ้านบนเนินเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองโกเบในอดีต คนญี่ปุ่นเรียกบ้านหลังนี้กันว่า “บ้านเกล็ดปลา” (Uroko no le) ด้วยฝาบ้านที่เป็นหินวางเรียงซ้อนกันเป็นลายคล้ายเกล็ดปลา ภายในตกแต่งด้วยศิลปะแบบยุโรป มีเครื่องเรือนและเครื่องแก้วเก่าแก่ล้ำค่าจากตะวันตก บ้านหลังติดกันเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Uroko ที่จัดแสดงผลงานศิลปะจากประเทศรัสเซีย บนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์มีบานหน้าต่างและโดมขนาดใหญ่เปิดกว้าง มองวิวเมืองโกเบได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

Yamate Hachiban Kan
คฤหาสน์สถาปัตยกรรมแบบทิวดอร์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและเทคโนโลยีทันสมัย เป็นบ้านยุคแรกๆ ที่สามารถสร้างเตาผิงไว้ที่ชั้นสองของบ้านได้โดยปล่องไฟมีขนาดใหญ่หรูหรา นอกจากนี้ในบ้านยังมีผลงานระดับมาสเตอร์พีชของ Auguste Rodin, Antoine Bourdele และ Bernard Renoir ตกแต่งอีกด้วย

 Kitano Foreigners Association
อาคารสมาคมชุมนุมชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองโกเบ จะพาคุณย้อนเวลาไปในประเทศอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 19 ภายในประกอบด้วยห้องอาหารสุดหรูหราและห้องรับแขกที่มีเคาน์เตอร์บาร์ไม้แกะสลักใหญ่โต ห้องครัวโบราณที่ประกอบอาหารด้วยเตาฟืน ห้องนอนที่มีเตียงสไตล์อังกฤษ มีผ้าหนังสัตว์ทําเป็นผ้าห่ม ห้องน้ำที่มีอ่างสไตล์จากุซซี่โบราณ และห้องเมดพร้อมตัวอย่างชุดเมดที่ใส่ทํางานในสมัยนั้น

Shin-Kobe Ropeway


กระเช้าเคเบิลคาร์ที่จะพาคุณไต่ขึ้นแนวภูเขารกโก จากพื้นดินขึ้นไปข้างบนซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารหลักสวนสมุนไพรนุโนบิกิ (Kobe Nunobiki Herb Gardens) ตลอดเวลา 10 นาที ที่อยู่บนกระเช้าจะได้ชมทัศนียภาพที่สวยงามของสวนสมุนไพรซึ่งกินพื้นที่ตั้งแต่จุดเริ่มต้นสถานีเคเบิลคาร์ไปถึงยอดภูเขา ระหว่างทางจะได้เห็นน้ำตกนุโนบิกิ (Nunobiki Falls) และยังเขื่อนโกฮอนมัตสุ (Gohonmatsu Dam) เขื่อนคอนกรีตแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่นซึ่งใช้เก็บกักน้ำไว้สําหรับใช้ภายในเมืองอีกด้วย

Kobe Nunobilki Herb Gardens


หนึ่งในสวนสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีต้นไม้นานาพรรณกว่า 75,000 ชนิด และมีดอกไม้มากถึง 200 สายพันธุ์ผลัดกันเบ่งบานในแต่ละช่วงของปี ทั้งต้นซากุระและทุ่งทิวลิป (เดือนเมษายน) ดอกกุหลาบ (เดือนพฤษภาคมมิถุนายนและตุลาคม – พฤศจิกายน) ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ (เดือนมิถุนายน กรกฎาคม) ทุ่งดอกลิลี่ (เดือนสิงหาคม) และใบไม้เปลี่ยนสี (เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม) ที่จุดสูงสุดของสวนสมุนไพรซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถกระเช้า

ชั้นที่ 3 (Herb Garden Top Station) มีอาคารสไตล์ยุโรป ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงขั้นตอนการสกัดสารจากต้นไม้ เพื่อนํามาทําหัวเชื้อน้ำหอม มีร้านขายเมล็ดพันธุ์และต้นไม้เมืองหนาว มีร้านอาหารและร้านขายของกินเล่น มีสวนกุหลาบและลานน้ำพุที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ที่สําคัญคือจุดชมวิวที่มองเห็นเมืองโกเบได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

ในขณะที่ดวงอาทิตย์กําลังตกดิน ภาพแสงสียามค่ำคืนของเมืองโกเบบนจุดชมวิวแห่งนี้สวยงามและโรแมนติกมาก ขนาดการท่องเที่ยวเมืองโกเบโปรโมตว่าเป็น “จุดชมวิวโรแมนติกมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์” เลยทีเดียว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet