Koyasan ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธศาสนาที่มีประวัติยาวนานถึง 1,200 ปี

Koyasan


บนยอดเขาสูง 900 เมตร จากระดับทะเลของเมืองวะกะยะมะเป็นที่ตั้งของ โคยะซัง (Koyasan) หุบเขาแห่งพระพุทธศาสนาที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางป่าเขา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติยาวนานถึง 1,200 ปี ก่อตั้งขึ้นโดยพระโคโบ ไดช หรือพระคูไก พระสงฆ์ผู้ไปศึกษาวิชาพระธรรมจากประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถังและนํากลับมาเผยแผ่ที่ญี่ปุ่นในรูปแบบศาสนาพุทธนิกายชิงงน (Shingon) ซึ่งใช้โคยะซังแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของนิกาย
โคยะซังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 2004 ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสามของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเส้นทางแสวงบุญบนเทือกเขา (Sacred Sites and Pilgrimage Routes in the Ki Mountain Range) ประกอบด้วย วัดนับร้อยแห่งอยู่ภายในหุบเขา ที่นี่เหมาะกับผู้อยากแสวงหาบรรยากาศการใช้ชีวิตที่เงียบสงบ วัดส่วนใหญ่ในโคยะซังมีบริการให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสวิถีพุทธแบบพระ ตั้งแต่การกินอาหารมังสวิรัติ พํานักอาศัยอยู่ในวัด ตื่นนอนทําวัตรเช้า และนั่งสมาธิสงบจิตในเวลากลางวัน

Nankai Koyasan Cable Car & Koyasan Bus

เคเบิลคาร์แบบรางขนาดสองโบกี้ที่จะพาคุณไต่ทะยานจากสถานี Gokurakubashi ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาขึ้นสู่ยอดเขาโคยะซัง ที่สถานีปลายทางเคเบิลคาร์ Koyasan เป็นที่ตั้งของป้ายรถโดยสารประจําทางที่จะเดินทางไปสู่วัดต่างๆในโคยะชัง

Kongobuji Temple


วัดเก่าแก่ซึ่งเป็นสํานักงานใหญ่ที่ดูแลพุทธศาสนานิกายชิงงนทั่วประเทศญี่ปุ่น สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1593 โดยโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ผู้เป็นใหญ่ในสมัยนั้นเพื่ออุทิศแด่มารดาผู้ล่วงลับ โดยแรกเริ่มวัดมีชื่อว่าวัดเทฮัตสึจิ (Teihatsuji) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเซนจิ (Seiganji) ภายหลังวัดได้เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายครั้งและเปลี่ยนชื่อเป็นคงโงบุจิ

อาคารที่เป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่สุดที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบันคือวิหารหลักของวัด ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1863 ภายในวิหารมีห้อง Ohiroma หรือห้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่มีฉากกั้นห้องสีทองวาดโดยคาโนะ โฮเงน โมโตโนบุ (Kano Hogen Motonobu) ศิลปินที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ห้องถัดมาคือห้อง Willow (Yanaginoma) ห้องที่หลานชายของโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ได้ทําฮาราคีรีหรือคว้านท้องเพื่อปลิดชีพตัวเองตามคําสั่งของโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ เนื่องจากผู้เป็นน้าเห็นว่ามีความเก่งกล้าสามารถและเกรงว่าจะก่อกบฏล้มล้างตนเอง


จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือสวนหินบันริวเต (Banryutei) สวนหินแบบเซนในพื้นที่ 2,340 ตารางเมตร โดยเรียงหินแกรนิตที่นํามาจากเกาะชิโกะกุ บ้านเกิดของพระโคโบ ไดช จํานวน 140 ก้อน เป็นรูปมังกร 2 ตัวโผล่แหวกว่ายบนทะเลเมฆ สวนแห่งนี้นับเป็นสวนหินเซนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นและ สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง

Danjo Garan


พื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางศาสนาของโคยะซังออกแบบและวางผังโดยพระโคโบ ไดช ผู้นําศาสนาพุทธนิกายชิงงนจากประเทศจีนมาเผยแผ่ในญี่ปุ่นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งศาสนาพุทธนิกายชิงงน ในหุบเขาป่าสนที่ห่างไกลและเงียบสงบ ในบริเวณนี้มีอาคารที่น่าสนใจอยู่ 2 หลัง ได้แก่

Kondo


วิหารไม้สําหรับเป็นที่ศึกษาพระธรรมของดันโจการันและเป็นอาคารหลักในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 819 อาคารนี้เคยถูกไฟไหม้ทั้งหมด 6 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดคืออาคารหลังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันได้ก่อสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อปี ค.ศ. 19 ประดิษฐานพระพุทธรูปยาคุชิ เนียวไร (Yakushi Nyorai) พระแห่งการรักษาโรคและประดิษฐานรูปของพระโพธิสัตว์จํานวน 8 ภาพตามหัวมุมของอาคาร

Konpon Daito


เจดีย์ไม้สูง 49 เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิหารคอนโดะและเป็นสัญลักษณ์ของโคยะซัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวิหาร เริ่มก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 816 จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 887 โดยชินเซน ไดโตะกุ (Shinzen Daitoku) ลูกศิษย์ของพระโคโบ ไดซิ เป็นผู้สร้างภายหลังจากที่ท่านมรณภาพ เจดีย์เคยถูกไฟไหม้ทั้งหมด 5 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1843 เจดีย์สีแดงสดที่เห็นในปัจจุบันสร้างใหม่ เมื่อ ค.ศ. 1937 เนื่องจากเจดีย์องค์นี้ถูกไฟไหม้บ่อยครั้งมาก ในการก่อสร้างครั้งล่าสุดจึงเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ก่อสร้างเป็นคอนกรีตแล้วปิดทับด้วยไม้ทาสีแดงสดแทน แต่ใช้แบบแปลนเดิมที่พระโคโบ ไดช เป็นผู้ออกแบบ ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระมหาไวโรจนพุทธะ (Buddha Mahavairochana) และพระพุทธรูปโดยรอบอีก 4 องค์

Okunoin Temple


วัดตั้งอยู่บนเขาโคยะซังท่ามกลางป่าต้นซีดาร์ สถานที่ฝังร่างของพระโคโบ ไดช ตั้งแต่ปี ค.ศ. 835 ด้วยความที่ท่านเป็นที่นับถือและศรัทธาของผู้คนจํานวนมาก คนญี่ปุ่นสมัยนั้นทั้งจักรพรรดิ โชกุน ขุนนาง ซามูไร แม้แต่สามัญชนธรรมดาต่างให้ครอบครัวนํากระดูกของตนมาฝังอยู่ใกล้กับสุสานของพระโคโบ ไดช จึงเป็นที่มาของเส้นทางสุสานหินที่มีแท่นหินสุสานนับ 200,000 แท่นเรียงรายตลอดทางยาว 2 กิโลเมตรไปยังสถานที่ฝังร่างพระโคโบ ไดชิ ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ด้วยจํานวนของแท่นหินสุสานอันมหาศาลทําให้ที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “สุสานแห่งพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น”

ในบริเวณที่ฝังร่างของพระโคโบ ไดชิ นับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรส่งเสียงดังหรือถ่ายรูป

Daimon


ประตูหลักของโคยะซังสูง 25 เมตร สร้างขึ้นใหม่ครั้งล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 1705 ที่สองฝั่งของประตูมีรูปปั้นเทพเจ้าผู้ปกปักรักษาโคยะซัง ประตูแห่งนี้เป็นปลายทางของเส้นทางเดินแสวงบุญโคยะซังโชอิชิมิชิ (Koyasan Choishi Michi Trail) ระยะทางเดินรวม 23.5 กิโลเมตร ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกพร้อมกับโคยะซึ่งเมื่อปี ค.ศ. 2004

Koyasan Reihokan Museum


พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงพุทธศิลป์แบบญี่ปุ่นที่เก่าแก่กว่า 1,200 ปี จํานวนมากถึง 28,000 ชิ้น ทั้งพระพุทธรูปพระโคโบ ไดช (คูไก) ที่ปั้นขึ้นในช่วงยุคมุโระมะชิ (Muromachi) ถึงยุคอะซุชิ – โมะโมะยะมะ (Azuchi – Momoyama) รูปปั้นเทพเจ้าอาจลนาถ (Fudomyo -0) เทพผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งการทําลายสิ่งลวงตาและปกป้องพระพุทธศาสนาซึ่งปั้นขึ้นในยุคคะมะกุระ มือข้างหนึ่งถือดาบและอีกข้างถือเชือกไว้มัดและทําลายสิ่งชั่วร้าย รวมถึงแผ่นคําสอนในปรัชญาขงจื้อเปรียบเทียบกับลัทธิเต๋าและพระพุทธศาสนา เขียนขึ้นโดยพระโคโบ ไดช ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจําชาติญี่ปุ่นจัดแสดงอยู่อีกด้วย

Nvonindo Temple (Women’s Temple)


ในอดีตตั้งแต่ช่วงก่อตั้งนิกายชิงงน ค.ศ. 816 จนถึงปี ค.ศ. 1872 หุบเขาโคยะซังแห่งนี้ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงล่วงล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ มีเพียงวัดเนียวนินโดเพียงแห่งเดียวที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่นับถือนิกายเข้ามาสักการะได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วัดนี้เป็นปลายทางของเส้นทางไต่เขาแสวงบุญฟุโดซะกะ (Fudozaka Pilgrimage Trail) ที่เริ่มต้นจากสถานีรถไฟ Gokurakubashi เป็นระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 50 นาที

Tokugawa Mausoleum


หลุมฝังศพแห่งตระกูลโทะกุงะวะ ตระกูลไดเมียวและโชกุนในอดีต สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1643 โดยโชกุนโทะกุงะวะ อิเอะมิส โชกุนคนที่สาม ตัวอาคารสร้างขึ้นจากไม้ในแบบศิลปะยุคเอโดะตอนต้นที่ใช้จั่วของหลังคาผสานรวมกับคานกลาง แกะสลักลวดลายอย่างวิจิตร ที่ผนังภายในตกแต่งด้วยไม้เคลือบสีทองและ เงินเช่นเดียวกับในศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine) แห่งเมืองนิกโก้ อาคารด้านขวามือเป็นสุสานของโชกุนโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ โชกุนคนแรกของตระกูลผู้ย้ายศูนย์กลางการปกครองจากเกียวโตไปเอโดะ และทางด้านซ้ายมือเป็นสุสานของโชกุนโทะกุงะวะ ฮิเดะตะดะ โชกุนคนที่สองของตระกูล

Kumano Nachi Taisha

ศาลเจ้าในศาสนาชินโตสายคุมะโนะ หนึ่งในศาลเจ้าที่สําคัญที่สุดของเส้นทางแสวงบุญคุมะโนะโคะโด (Kumano Kodo Trail) ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงหลงเหลือสถาปัตยกรรมวัดพุทธกับศาลเจ้าในลัทธิชินโตอย่างกลมกลืน แบ่งแยกพื้นที่ไม่ได้ (หลังจากมีการออกกฎหมายให้แบ่งแยกพื้นที่ระหว่างศาลเจ้าออกจากวัดทั่วทั้งประเทศในช่วงยุคปฏิรูปเมจิ) ตั้งอยู่ครึ่งทางของยอดเขานะชิ สูง จากระดับทะเล 350 เมตร มีบันไดหิน 267 ขั้นทอดยาวจากทางขึ้นไปยังศาลเจ้า ชาวญี่ปุ่นนิยมแต่งชุดแสวงบุญเดินขึ้นเขาเพื่อไปสักการะศาลเจ้าแห่งนี้ ด้านหลังของศาลเจ้ามีโฮโมะสึเด็น (Homotsuden Treasure House) ซึ่งเป็นหอเก็บสมบัติล้ำค่าของวัดตั้งอยู่ เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม

สิ่งที่ศาลเจ้าแห่งนี้ต่างจากศาลเจ้าอื่นๆคือกระถางธูป ตามความเชื่อคนญี่ปุ่น จะพัดควันเข้าหาตัวเปรียบเสมือนการพัดพาเอาสิ่งดีๆเข้าตัว โดยปกติแล้วศาลเจ้าทั่วไปจะใช้ธูปขนาดใหญ่สําหรับจุดให้เกิดควัน แต่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ใช้ก้านไม้จุดไฟให้เกิดควันแทน