เกียวโต เมืองประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ

เกียวโต (Kyoto) เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี ก่อนจะมีการย้ายเมืองหลวงไปยังโตเกียว เกียวโตเป็นนครแห่งประวัติศาสตร์ที่มีธรรมชาติที่สวยงาม มีการผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมไว้กับความทันสมัยอย่างลงตัว หากอยากจะสัมผัสญี่ปุ่นในหลากหลายแง่มุมก็ไม่ควรพลาดมาเยือนเมืองแห่งนี้อย่างเด็ดขาด

การเดินทางจากโอซาก้ามาเกียวโต
การเดินทางด้วยรถไฟจากโอซาก้ามาเกียวโต มีให้เลือก 3 บริษัท ดังนี้

1. Japan Railways (JR)
สามารถเลือกได้ทั้งแบบธรรมดาและแบบชินคันเซ็น

• JR Kyoto Line จากสถานี Osaka ถึงสถานี Kyoto (แบบ Special Rapid Service) ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที ค่าโดยสาร 560 เยน

• JR Tokaido Shinkansen จากสถานี Shin – Osaka ถึงสถานี Kyoto ใช้เวลาเดินทาง 15 นาที ค่าโดยสาร 1,420 เยน (Unreserved Seat)

2. Hanlkyu Electric Railway
ต้นทางอยู่ที่สถานีรถไฟ Hankyu Umeda (อยู่ติดสถานีรถไฟ Osaka) ให้นั่งรถไฟแบบ Limited Express ลงที่สถานี Karasuma ซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดินของเกียวโต หรือลงสถานีปลายทาง Kawaramachi ซึ่งอยู่ใกล้ย่านกิออน (Gion) ทั้งสองแบบใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ค่าโดยสาร 400 เยน

3. Keihan Electric Railway
ต้นทางอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดิน Yodoyabashi [M17] ให้เปลี่ยนไปขึ้น solwia sufón Keihan buy Limited Express añanni Gion-Shu ใกล้กับย่านกิออน ใช้เวลาเดินทาง 50 นาที ค่าโดยสาร 410 เยน

การเดินทางในเกียวโต
การเดินทางในเกียวโตไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆจะต้องใช้รถโดยสารประจําทางเป็นหลัก ถึงแม้ว่าเกี่ยวโตจะมีรถไฟใต้ดินถึง 2 สาย แต่รถไฟใต้ดินไปไม่ถึงสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จึงต้องนั่งรถโดยสารประจําทาง ดังนั้นต้องเผื่อเวลาไว้ด้วย เพราะในเมืองเกียวโตจะรถติดมาก ชุมทางรถโดยสารประจําทางที่สําคัญของเมืองเกียวโตมีอยู่ 2 จุด คือหน้าสถานีรถไฟ Kyoto และบริเวณสถานีรถไฟ Gion – Shijo

Kyoto Tower


สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดและเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความทันสมัยของเมืองเกียวโต หอคอยมีความสูง 131 เมตร เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 ได้รับแรงบันดาลใจทางสถาปัตยกรรมมาจากประภาคารริมทะเล ที่ชั้นบนสุดของหอคอยเป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศา ที่ฐานของหอคอยมีโรงแรม Kyoto Tower Hotel ร้านอาหาร มุมขายของฝากขนาดใหญ่ ร้านขายของ 100 เยน และร้านขายอุปกรณ์ฝีมือตั้งอยู่

Kyoto Station & Lighting Stairs


ศูนย์กลางรถไฟและการคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเกียวโต มีทั้งชานชาลา บริษัทรถไฟ JR ทั้งแบบธรรมดาและชินคันเซ็น ชานชาลารถไฟ Kintetsu Railway รถไฟใต้ดิน Kyoto City Subway และด้านหน้าสถานียังเป็นชุมทางของรถโดยสารประจําทางอีกด้วย บริเวณรอบๆสถานีมีโรงแรม ศูนย์การค้า Porta และ The Cube แหล่งช็อปปิ้งสินค้าแฟชั่นของวัยรุ่น และมีห้างสรรพสินค้า JR Kyoto Isetan ห้างสรรพสินค้าแบรนด์เนมหรูหรา ความสูง 11 ชั้นอยู่ทางด้านขวาของสถานี

อาคารที่เห็นในปัจจุบันเป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนของเดิมที่ถูกไฟไหม้ สร้างเสร็จและเปิดใช้ในปี ค.ศ. 1997 เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมืองเกียวโต ครบ 1,200 ปี หากมองเผินๆจะเห็นว่าสถาปัตยกรรมของตัวสถานีดูค่อนข้างขัดกับความเก่าแก่ของเมือง แต่แท้จริงแล้วสถาปัตยกรรมของสถานีแห่งนี้มีความหมายของเมืองเกียวโตซ่อนอยู่ โดยนายฮะระ ฮิโระชิ (Hara Hiroshi) ผู้ออกแบบอาคารสถานีรถไฟเกียวโตได้ใช้ลวดลายต่างๆจากวัสดุอย่างเหล็กและกระจกตัดกัน เป็นช่องและลายเส้น สื่อถึงโครงข่ายเส้นทางถนนภายในเมือง อาคารสถานีนี้มีชื่อว่า The Matrix
ที่ชั้น 4 ของอาคารสถานีฝังห้างสรรพสินค้า JR Kyoto Isetan มีบันเด ความสูง 7 ชั้น ซึ่งทุกขั้นมีหลอดไฟแอลอีดีติดอยู่ ทุกๆวันเมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน หลอดไฟที่บันไดเหล่านี้จะเริ่มเปล่งแสงและเปลี่ยนสีแปรสลับเป็นณุปภาพต่างๆพร้อมเปิดเพลงไปด้วย ภาพไฟจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆทุก 5 นาที

ที่ชั้น 11 โซนอาคาร The Cube ของสถานีมีร้านหมูทอดทงคัตสึชื่อดังของเมืองชื่อว่า Katsukura ที่ให้ลูกค้าเลือกปริมาณน้ำหนักเนื้อ เติมข้าว ผัก และเครื่องเคียงได้ไม่อันอยู่ด้วย

Higashiyama District


(Kiyomizuzaka) ย่านการค้าขนาดใหญ่บนถนน Matsubara ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างถนนใหญ่กับวัดคิโยะมิซุเดะระ มีร้านค้าเรียงรายตามทาง ส่วนใหญ่เป็นอาคารไม้เก่าแก่แบบญี่ปุ่น จําหน่ายสินค้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นขนม ของกินเล่น เครื่องราง และอื่นๆอีกมากให้ได้ชม ชิม ช็อป ทั้งก่อนและหลังจากเดินทางออกจากวัดคิโยะมิซุเดะระ

ในอดีตถนนสายนี้เคยมีร้านขายถ้วยชามเซรามิก เครื่องปั้นดินเผาและถ้วยกาน้ำชาตลอดเส้นทาง ทําให้ถนนสายนี้ได้ชื่อว่าเป็น “ถนนสายกาน้ำชา” แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป จากร้านขายถ้วยชามก็เริ่มเปลี่ยนเป็นขายของอื่นๆเป็นของฝากแทน แต่ทุกคนก็ยังคงเรียกถนนสายนี้เช่นเดิมอยู่
ระยะทางบนถนนสายนี้ไปถึงวัดคิโยะมิซุเดะระนับว่าไกลพอสมควร แต่ตลอดระยะเวลาการเดินนั้นไม่มีเบื่อแน่นอน เพราะแค่ได้แวะชมสินค้ารายทางในบรรยากาศแบบญี่ปุ่นก็เพลินจนลืมเหนื่อยได้แล้ว

Pontocho


ย่านกลางคืนแบบสมัยใหม่ของเกียวโต เป็นถนนสายเล็กๆ เลียบคลองที่ร่มรื่นไปด้วยต้นซากุระมากมายเรียงรายไปจนสุดถนน ในยามค่ำคืนถนนสายนี้จะเนืองแน่นไปด้วยเหล่ามนุษย์ เงินเดือนที่ออกมาสังสรรค์ตามร้านอาหาร ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศกลางคืนท่ามกลางซากุระของเมืองเกียวโต ลองมาเดินเล่นชิลๆกันที่ย่านนี้ได้เลย

Nishiki Market


ตลาดนิชิกิ หรือ “ครัวแห่งเมืองเกียวโต” ตลาดที่ตั้งขนานกับถนน Shijo ตลอดความยาว 390 เมตรเต็มไปด้วยร้านขายอาหารทั้งวัตถุดิบสําหรับทําอาหารและอาหารแบบปรุงสําเร็จกินได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของกินเล่น มีทั้งปลาหมึก ปลาไหล ทูน่า แซลมอน ซะชิมิเสียบไม้ ของ ทอด ลูกชิ้นนึ่ง ขนมหวานอย่างไดฟุกุและดังโงะ ชุบน้ำตาล ของที่มีขายมากที่สุดในตลาดแห่งนี้คือผักดอง แต่ละร้านจะมีกระบะผักดองจํานวน มากและมีซุ้มผักดองให้ชิมฟรี ใครที่อยากลองชิมผักดองแปลกๆก็สามารถไปลิ้มลองกันได้

Maruyama Park


สวนสาธารณะมะรุยะมะนับเป็นจุดชมซากุระที่สวยงามที่สุดใจกลางเมืองเกียวโต สถานที่ที่ผู้คนมา “ฮะนะมิ” (Hanami) หรือจัดงานสังสรรค์เพื่อชมดอกซากุระกันในฤดูใบไม้ผลิ ในช่วงเทศกาลจะมีร้านอาหารมากมายมาเปิดขาย ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารกินเล่นอย่างน้ำชา ทะโกะยะกิ ปลาหมึกย่าง หมูปง เสียบไม้ ส่วนนอกช่วงเทศกาลก็จะมีพรรณไม้ที่เขียวชอุ่มร่มรื่นน่านั่งพักผ่อน

Gion


กิออน (คนญี่ปุ่นออกเสียงว่า กิ-อ้น) แหล่งท่องเที่ยวกลางคืนของคนญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในย่านนี้สามารถพบเห็นเกอิชาและไมโกะ (เกอิชารุ่นฝึกหัด) กิออนตั้งขนาบอยู่ระหว่างศาลเจ้ายะซะกะและแม่น้ำคะโมะ (Kamo River) ถนนฮะนะมิโกะจิ (Hanamikoji) เป็นถนนที่โด่งดังที่สุดของย่าน สองฝั่งถนนสายนี้เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านน้ำชาตั้งอยู่ภายในบ้านไม้ทรงโบราณเก่าแก่ซึ่งคิดค่าบริการค่อนข้างสูง เนื่องจากมีการแสดงศิลปะเก่าแก่โดยไมโกะและเกอิชาเพื่อสร้างความบันเทิงด้วย

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางมาย่านนี้คือประมาณ 5-6 โมงเย็น เพราะเป็นเวลาที่เหล่าสาวๆเกอิชาจะเดินออกจากที่พักไปยังสถานที่ทํางาน คือ โรงน้ำชาและร้านอาหารต่างๆ บนถนนฮะนะมิโกะจินี้ แต่ถ้ามาช้ากว่า 6 โมงเย็นจะได้เห็นแค่ตึกเก่าๆที่เปิดไฟสลัวๆ

เกอิชา
เกอิชามีความหมายว่า “บุคคลผู้มีศิลปะ” หน้าที่หลักของเกอิชา คือการปรนนิบัติชนชั้นสูงหรือเหล่าขุนนางโดยใช้ดนตรีและศิลปะ เกอิชาจะต้องเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมในด้านศิลปะการร่ายรํา จัดดอกไม้ วาดรูป เล่นดนตรี เล่าเรื่อง รวมไปถึง การรักษาขนมธรรมเนียมประเพณีมารยาทที่สุภาพนอบน้อม จึงไม่ใช่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่ายๆ ในอดีตผู้ที่จะเข้ามาฝึกเป็น เกอิชามีทั้งที่สมัครใจและถูกซื้อตัวมาตั้งแต่ยังเด็กเนื่องจาก ความยากจน เกอิชาฝึกหัดวัยรุ่นจนถึง 20 ปีต้นๆจะเรียกว่า “ไมโกะ” เมื่อฝึกฝนมากเพียงพอจะยกระดับขึ้นเป็น “เกะโกะ” และเมื่อได้รับการอบรมมาอย่างดีจนกระทั่งมีความสามารถสูงถึงเกณฑ์ก็จะเรียกว่า “เกอิชา” ปัจจุบันมีคนประกอบอาชีพเกอิชาลดลง เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เกอิชา ในยุคปัจจุบันเกิดจากความสมัครใจ หรือจากบุคคลที่เคยเป็นมาตั้งแต่อดีต ผู้ที่มีใจรักอาชีพนี้เท่านั้นที่ยังคงทําเพื่อรักษา วัฒนธรรมนี้เอาไว้อยู่ ทําให้อาจกล่าวได้ว่า เกอิชานั้นเป็นตํานานที่ยังคงมีชีวิต

Gion Corner


สถานที่จัดแสดงศิลปวัฒธรรมและพิธีการแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ทั้งการร่ายรํา Kyomai นําแสดงโดยไมโกะ ส่วนพิธีชงชา ศิลปะการ จัดดอกไม้ (Ikebana) ศิลปะการเล่นดนตรี และละครหุ่นจะนําแสดงโดยผู้เชี่ยวชาญศิลปะขั้นสูงด้านต่างๆ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมตั้งอยู่สุดถนนฮะนะมิโกะจิ มีการจัดแสดงวันละ 2 เวลา คือ 18.00 น. และ 19.00 น.

Kyoto Imperial Palace


วังหลวงเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เป็นอดีตที่ประทับขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิก่อนจะมีการย้ายเมืองหลวงจากเมืองเกียวโตไปโตเกียวในปี ค.ศ. 1869 พระราชวังสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 794 ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดิคัมมุ (Emperor Kammu) ย้ายเมืองหลวงจากนะงะโอะกะมายังเกียวโต พระราชวังมีการวางผังอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง กินพื้นที่รวมกว่า 110,000 ตารางเมตร พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่บ่อยครั้งเนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้บ่อย ที่เห็นในปัจจุบันนี้สร้างขึ้นภายหลังเพลิงไหม้เมื่อปี ค.ศ. 1854 โดยโชกุนโทะกุงะวะ

ผู้เข้าชมจะได้เดินชมภายนอกของปราสาทอย่างละเอียดตามเส้นทางที่ทางสํานักพระราชวังกําหนดให้ ตั้งแต่ ประตูโอะกุรุมะโยะเซะ (Okurumayose) ประตูทางเข้าสําหรับพระราชอาคันตุกะหรือขุนนางที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากสํานักพระราชวัง โชะไดบุโนะมะ (Shodaibunoma) หรือห้องรับรองขุนนาง ตามลําดับยศ มีทั้งหมด 3 ห้อง แบ่งตามลายบนประตูฉากบานเลื่อนของห้อง คือ ห้องซากุระสําหรับขุนนางชั้นผู้น้อย ห้องนกกระเรียนสําหรับขุนนางระดับกลาง และห้องเสื้อสําหรับขุนนางระดับสูง ตามด้วยประตูโจะเมมง (Jomeimon) ประตูสู่ท้องพระโรงใหญ่สีแดงสด มองเห็น ท้องพระโรงหลวง (Shishinden) ที่ใช้ประกอบพิธีหลวงที่สําคัญหลายอย่าง เช่น พิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ ที่ฐานบันไดสองฝั่งด้านหน้าท้องพระโรงจะมีต้นไม้อยู่ 2 ต้น ด้านขวาเป็นต้นเชอร์รี่ หรือซากุระ ส่วนด้านซ้ายเป็นต้นส้ม ซึ่งทั้งสองต้นเป็นต้นไม้มงคลของราชวงศ์ จากนั้นไกด์จะนําคุณเข้าสู่ เซเรียวเด็น (Seiryoden) ตําหนักที่ประทับและที่บรรทมของจักรพรรดิในอดีต ก่อนที่จะไปชม สวนโอะอิเกะนิวะ (Oikeniwa) สวนสไตล์ญี่ปุ่นที่มีบ่อน้ำ ก้อนหิน สะพาน และต้นสนเป็นองค์ประกอบหลัก และ พระที่นั่งโคะโงะโซะ (Kogosho) อาคารที่พระจักรพรรดิเสด็จใช้ออกประทับรับสั่งโชกุนและไดเมียวที่มาเข้าเฝ้า

พระราชวังแห่งนี้เป็นหนึ่งในห้าวังที่เป็นเขตพระราชฐานของราชวงศ์ญี่ปุ่นอยู่ หากจะเข้าไปเที่ยวชมต้องจองเวลาล่วงหน้า ซึ่งสํานักพระราชวังเป็นผู้จัดทัวร์ จํากัดจํานวนผู้เข้าชม เมื่อส่งคําขอเข้าชมไปแล้วทางสํานักพระราชวังจะส่งรหัสกลับมา ให้เรานํารหัสนี้พร้อมกับหนังสือเดินทางแสดงต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่จะเข้าชม

Nijo Castle


ปราสาทที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1994 สร้างขึ้นตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1603 เพื่อใช้เป็นที่อยู่อย่างเป็นทางการของโชกุนโทะกุงะวะ อิเอะยะ โชกุนคนแรกของตระกูล และก่อสร้างสร็จสมบูรณ์ในอีก 23 ปีต่อมา ซึ่งเป็นช่วงยุคสมัยของโทะกุงะวะ อิเอะมิสี หลานชายของเขา

ปราสาทแห่งนี้เป็นที่พํานักหลักของตระกูลโชกุนโทะกุงะวะเมื่ออยู่เกียวโต จนกระทั่งสมัยปฏิรูปเมจิซึ่งเป็นยุคที่ระบอบโชกุนถูกล้มล้างโดยกองทัพที่ได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิโคเม (Emperor Komei) พระบิดาของจักรพรรดิเมจิ ปราสาทแห่งนี้จึงได้เปลี่ยนมือกลายเป็นสมบัติของราชวงศ์เมื่อ ค.ศ. 1867 และเปลี่ยนชื่อเป็นพระราชวังนิโจ (NjoDetached Palace) เมื่อปี ค.ศ. 1884 พระราชวังนโจถูกยกให้เป็นสมบัติของเมืองเกียวโตเมื่อปี ค.ศ. 1939 พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้ง เป็นปราสาทนิโจ (Nijo Castle) ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้คนเรียกกันในปัจจุบัน

ในฤดูใบไม้ผลิ ที่ปราสาทแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดในเมืองเกียวโตด้วย บกได้คำเดียวว่าห้ามพลาดเด็ดขาดเลยล่ะ!

ปราสาทแห่งนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นยุคเอโดะตอนต้นที่ดูเรียบง่าย แต่ซ่อนกลไกที่มีรายละเอียดซับซ้อนอยู่ โดยเฉพาะในตําหนักนิโนะมะรุ (Ninomaru Palace) อาคารสมบัติประจําชาติที่ตั้งอยู่ใกล้กับประตูไม้คะระมง (Karamon) มีพื้นที่ 3,300 ตารางเมตร มีห้องมากถึง 33 ห้อง ตัวอาคารทําจากไม้สนฮิโนะกิ ประดับด้วยไม้แกะสลักลวดลายสวยงามบนเพดาน เพื่อแสดงความมั่งคั่งโอ่อ่าของระบอบโชกุนในยุคนั้น ระเบียงทางเดินไม้ของตําหนักแห่งนี้มีกลไกที่เรียกว่าพื้นไนติงเกล (Nightingale Floor) หรือการก่อสร้างพื้นโดยไม่ใช้ตะปูตอกหน้าไม้ ทําให้เมื่อเดินบนพื้นไม้จะมีเสียงร้องจบจบเหมือนนก เพื่อเป็นกลไกแจ้งเตือนเมื่อมีผู้บุกรุก นอกจากตําหนักแห่งนี้แล้วในเขตพื้นที่ยังมีสวนนิโนะมะรุ (Ninomaru Garden) ที่จัดภูมิทัศน์ไว้อย่างสวยงาม มีนกกระเรียนเดินอ้อยอิ่งอยู่ภายใน

เมื่อผ่านกําแพงอีกชั้นหนึ่งเข้าไปจะเป็นส่วนของตําหนักฮมมะรุ (Honmaru Palace) ตําหนักไม้สองชั้นสถาปัตยกรรมยุคเอโดะตอนปลาย เป็นที่พักของไดเมียวหรือเจ้าเมืองต่างๆเมื่อเดินทางมาพบปะกับโชกุน ใกล้กับตําหนักนี้มีกําแพงหินสูงที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปชมวิว ซึ่งมองเห็นได้ทั่วปราสาท

Kyoto Municipal Museum of Art


พิพิธภัณฑ์ศิลปะเทศบาลเมืองเกียวโต หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งที่ 2 ของประเทศ เปิดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1933 เพื่อเป็นที่ระลึก เนื่องในโอกาสที่จักรพรรดิโชวะทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษก ณ เมืองเกียวโต เมื่อปี ค.ศ. 1928 ภายในจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนผลงานศิลปะต่างๆแล้วแต่ช่วงเวลา

Kibune-Kurama

Jpeg

ที่เหนือสุดของเมืองเกียวโต มีหมู่บ้านเล็กๆอยู่ 2 หมู่บ้าน คือคิบุเนะ (Kibune) และคุระมะ (Kurama) ทั้งสองหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่เล็กๆที่โอบล้อมไปด้วยลําธาร ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และอากาศบริสุทธิ์ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกัน มีเพียงแค่ภูเขาคุระมะกันกลางเท่านั้น เส้นทางการท่องเที่ยวที่อยากแนะนําคือท่องเที่ยวที่หมู่บ้านคิบูเนะ จากนั้นเดินไต่เขาขึ้นไปเที่ยววัดคุระมะซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา นั่งรถเคเบิลคาร์ลงมาที่หมู่บ้านคุระมะ แล้วปิดท้ายวันด้วยการผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่คุระมะออนเซ็น (Kurama Onsen) แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะไกลและทําให้เหน็ดเหนื่อย แต่ถ้าชื่นชอบบรรยากาศแบบธรรมชาติแล้ว รับรองได้ว่าจะเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศจนลืมความเมื่อยล้าไปเลย

เส้นทางเดินไต่เขา Kibune-Ikurama


เส้นทางการเดินไต่เขาคิบุเนะ- คุระมะเป็นเส้นทางเดินเที่ยวยอดนิยมที่เชื่อมต่อระหว่างสองหมู่บ้าน ตลอดเส้นทางเดินแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ทั้งต้นไม้ใหญ่และป่าไผ่ที่สวยงาม อากาศเย็นสบาย ตลอดเส้นทางในเส้นทางเดินมีทั้งบันได ทางลาด และขั้นบันไดที่เกิดจากรากไม้ ต้องเดินอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย ควรจัดวันเวลาเดินทางท่องเที่ยวในช่วงครึ่งวันบ่าย เตรียมรองเท้าผ้าใบที่เดินลุยป่าได้ด้วย โดยระหว่างทางเดินจะมีศาลเจ้าซึ่งมีที่ให้นั่งพักอยู่เป็นระยะทุกๆ 500 เมตร ใช้เวลาท่องเที่ยวตามเส้นทางทั้งหมดประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง ที่จุดกึ่งกลางภูเขาเป็นที่ตั้งของวัดคุระมะ (Kuramadera) วัดเก่าแก่ของหมู่บ้านคุระมะ และมุมถ่ายภาพยอดนิยมที่ใช้เป็นภาพโปรโมตของหมู่บ้านทั้งสอง

Kibune Town


หมู่บ้านคิบูเนะหรือหมู่บ้านเรือสีเหลือง เป็นหมู่บ้านในตํานานเก่าแก่ที่มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งเทพเจ้าทะมะโยะริฮิเมะ (Tamayori – hime) เทพเจ้าแห่งสายน้ำและสายฝนได้เดินทางล่องแม่น้ำโดยใช้เรือสีเหลืองจากอ่าวโอซาก้าผ่านเมืองเกียวโตขึ้นมาทางเหนือเรื่อยๆ และหยุดการเดินทางอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน

ของขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้คือเมนูเส้นโซเม็ง (Somen) บะหมี่ที่ไหลมาตามลําไม้ไผ่และปลาอายุ (Ayu) ซึ่งเป็นปลาในท้องถิ่นย่างเกลือ หากินได้ตามร้านอาหารในหมู่บ้าน ซึ่งจะมีบริการที่นั่งกลางธารน้ำตกในช่วงฤดูร้อน เดือนมิถุนายน – กันยายนของทุกปี สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปชมคือศาลเจ้าบุเนะและเส้นทางเดินไต่เขา แนะนําว่าก่อนจะเริ่มต้นเดินควรซื้อน้ำจากหมู่บ้านพกติดตัวไปด้วย เพราะระหว่างเส้นทางและบนภูเขาจะไม่มีน้ำขาย

Kurama Onsen


แหล่งออนเซ็นขึ้นชื่อของหมู่บ้านคุระมะที่มีบริการทั้งออนเซ็นแบบกลางแจ้งและในร่ม รวมถึงโรงแรมแบบเรียวกังสําหรับพักค้างคืน ออนเซ็นที่นี่เป็นน้ำแร่ที่มีธาตุซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบ ช่วยบํารุงการไหลเวียนของเลือดและบํารุงผิวพรรณ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet