รวมลิสต์วัดและศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในเมืองเกียวโต

Fushimi Inari Shrine


ศาลเจ้าที่มีเสาโทริอิ (Tori) สีแดงสดนับหมื่นต้นตั้งเรียงราย ตั้งแต่เชิงเขาไปยังยอดเขาอินะริ ระยะทางรวมกว่า 4 กิโลเมตร ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพอินะริซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งข้าว ผู้ปกปักข้าวให้อุดมสมบูรณ์ในลัทธิชินโต โดยมีจิ้งจอกเป็นผู้ส่งสารระหว่างเทพอินะริกับมนุษย์ ในการมาขอพรแต่ละครั้ง คนญี่ปุ่นจะตั้งเสาโทริอิเพื่อเป็นสิ่งแทนคําขอของตน ทําให้มีเสาโทริอิและรูปปั้นจิ้งจอกขาวภายในศาลเจ้าเต็มไปหมด เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปความเชื่อของผู้คนก็เปลี่ยนแปลง จากความเชื่อเรื่องการตั้งเสาเพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรสมบูรณ์ กลายเป็นเพื่อให้ธุรกิจการค้าเจริญรุ่งเรือง บริษัทห้างร้านต่างๆได้บริจาคเสาให้ศาลเจ้าแห่งนี้แทนโดยมีชื่อผู้บริจาคติดอยู่ด้านหลังเสา ที่ด้านหน้าศาลเจ้ามีเสาโทริอิขนาดใหญ่ คนญี่ปุ่น เรียกกันว่า “ประตูโรมง” (Romon Gate) เป็นเสาที่มีความสําคัญมาก เนื่องจากเป็นเสาที่โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ เป็นผู้บริจาคเมื่อปี ค.ศ. 1589

Kinkakuji Temple


วัดคินกะกุจิ หรือวัดพลับพลาทอง (Golden Pavilion) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่โด่งดังติดอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นตําหนักพักผ่อนของโชกุนอะชิกะงะ โยะชิมิสึ ที่ครอบครองที่แห่งนี้ในปี ค.ศ. 1997 ภายหลังจากที่โชกุนเสียชีวิต สถานที่แห่งนี้ถูกยกให้เป็นของวัดโระกุอนจิ (Rokuonji Temple) (ชื่อทางการของวัดแห่งนี้) และกลายเป็นวัดพุทธนิกายเซนไปตามความปรารถนาของท่านโชกุน

คิดว่าหลายๆคนน่าจะเคยคุ้นตากับภาพศาลาวัดแห่งนี้มาบ้าง เพราะเดิมที่วัดแห่งนี้คือปราสาทคินกะกุจิ สถานตากอากาศของโชกุนโยะชิมิสึในการ์ตูนเรื่อง อิกคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญานั้นเอง

ศาลาสีทองตั้งอยู่ริมสระน้ําซึ่งสะท้อนเงาเหมือนกระจกเป็นจุดเด่นของวัดเก่าแก่และสวยงามแห่งนี้ ศาลาที่เห็นกันในปัจจุบันเป็นหลังที่สร้างขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1955 ทดแทนหลังเดิมที่ถูกเผาทําลายไปเมื่อปี ค.ศ. 1950 ศาลาหลังนี้มี 3 ชั้น แต่ละชั้นมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างกัน โดยชั้นที่ 1 เป็นสถาปัตยกรรมแบบชิ้นเด็นซุกุริ (Shinden – Zukuri) ที่จําลองแบบจากพระราชวังเก่าในยุคเฮอัน ชั้นที่ 2 เป็นสถาปัตยกรรมแบบบุเกะซุกุริ (Buke – Zukuri) ซึ่งจําลองแบบมาจากบ้านของซามูไร ส่วนชั้นที่ 3 สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบนิกายเซน ตัวศาลา ปิดด้วยแผ่นทองคําบริสุทธิ์น้ำหนักรวมกว่า 48 กิโลกรัม เพื่อรักษาสภาพให้เกิดความคงทน แข็งแรง และสวยงาม นอกจากนี้บนยอดของศาลายังมีรูปปั้นนกฟินิกซ์สีทองตามแบบสถาปัตยกรรมจีนด้วย วัดคินกะกุจิและสถานที่อื่นๆอีกจํานวนหนึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกันในชื่ออนุสรณ์ประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ (Historic Monuments of Ancient Kyoto) เมื่อ ค.ศ. 1994 นอกจากศาลาทองกลางสระน้ำที่สวยงามแล้ว บริเวณอาคารและสวนรอบๆวัดก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงาม สงบ ร่มรื่น ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย

Ryoanji Temple


เพียงสองป้ายรถโดยสารประจําทางถัดจากวัดคินกะกุจิ มีวัดอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจสําหรับผู้ชื่นชอบปรัชญาแบบเซน คือวัดเรียวอันจิ วัดเก่าแก่ซึ่งมีชื่อเสียงจากสวนหินแบบเซน (Karesansui) และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโกอีกด้วย วัดเรียวอันจิเป็นวัดพุทธนิกายเซนสายรินไซ สร้างเมื่อ ค.ศ. 1450 โดยโฮะโซะกะวะ คัตสึโมะโตะ ในช่วงแรกเขาสร้างตําหนักขึ้นพร้อมกับวัดซึ่งออกแบบให้มีสวนเซนตั้งอยู่ภายใน แต่วัดได้ถูกไฟเผาทําลายไปจนหมดสิ้นในช่วงสงครามโอนิน โฮะโซะกะวะ มะซะโมะโตะ ผู้เป็นบุตรชายจึงได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1488 จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1499 และคาดว่าสวนหินที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันได้สร้างขึ้นในครั้งนั้นเอง นอกจากสวนหินที่สวยงามแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีจุดน่าสนใจอีกอย่างคือบ่อน้ำขนาดใหญ่และสุสานของตระกูลโฮะโซะกะวะกับจักรพรรดิเจ็ดพระองค์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อสุสานแห่งจักรพรรดิทั้งเจ็ด (Seven Imperial Tombs) ความหมายของสวนแบบเซนแห่งนี้ยังคงคลุมเครือ ไม่มีใครรู้ความหมาย ที่แท้จริงในพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 248 ตารางเมตรแห่งนี้ประกอบด้วยกลุ่มหินที่จัดเรียงไว้อย่างจงใจและมีความสมดุลรวมทั้งหมด 15 ก้อน แต่คนทั่วไปมักจะนับได้เพียง 14 ก้อนเท่านั้น เพราะมีความเชื่อว่าผู้บรรลุหลักธรรมญาณขั้นสูงสุดเท่านั้นที่มองเห็นก้อนหินทั้งหมดได้

Ginkakuji Temple


วัดกินกะกุจิ หรือวัดพลับพลาเงิน (Silver Pavilion) สถานที่ท่องเที่ยวที่ดังไม่แพ้วัดพลับพลาทอง สร้างครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1482 โดยคําสั่งของโชกุน อะชิกะงะ โยะชิมะซะ เพื่อใช้เป็นตําหนักพักผ่อนหลังเกษียณ การสร้างอาคารนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากวัดคินกะกุจิซึ่งมีตําหนักพลับพลาทองที่ปู่ของท่านโชกุนเป็นผู้สร้าง แต่น่าเสียดายที่ขณะก่อสร้างตําหนักอยู่นั้นท่านโชกุนได้เสียชีวิตไปก่อน ทําให้ปัจจุบันตําหนักแห่งนี้ก็ยังคงไม่ได้หุ้มสีเงินเหมือนชื่อที่ตั้งเอาไว้

ภายหลังจากโชกุนอะชิกะงะ โยะชิมะซะ เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1490 พื้นที่รอบตําหนักทั้งหมดได้โอนให้กลายเป็นวัดพุทธนิกายเซน เมื่อเข้ามาภายในพื้นที่เขตวัด สิ่งแรกที่จะได้เห็นคือกําแพงต้นไม้สูงกว่า 6 เมตรที่โอบล้อมทางเดินเพื่อตัดความวุ่นวายจากโลกภายนอก เส้นทางนั้นพาไปสู่ตําหนักซึ่งตั้งตระหง่านให้เห็นแบบใกล้ๆ (แต่ไม่สามารถเข้าชมในตําหนัก) ถัดมาจะได้พบกับลานหินทราย (Sea of Silver Sand) ที่จําลองลวดลายเป็นคลื่นในทะเล และมีจุดเด่นเป็นกรวยทรายสีขาวสูง 2 เมตร ชื่อว่าโคเก็ตสีได (Kogetsudai) หรือลานชมจันทร์อันเป็นเอกลักษณ์

นอกจากตําหนักและสวนหินสวยแล้ว เส้นทางเดินขึ้นเขาซึ่งผ่านป่าไม้สนและมอสส์ไปสู่จุดชมวิวบนเนินเขาที่มองเห็นเมืองเกียวโตได้กว้างไกลก็สวยงามไม่แพ้กันเลย

Philosopher’s Path (Tetsugaku no michi)


รู้จักกันในชื่อ “ทางเดินสายนักปราชญ์” ทางเดินสายยาวริมคลองที่ปลูกต้นซากุระเรียงรายไว้อย่างสวยงามนับร้อยต้น ในช่วงซากุระบานถนนสายนี้จึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเกียวโต เส้นทางเดินสายนี้เริ่มต้นตั้งแต่วัดกินกะกุจิไปจนถึงวัดนันเซนจิ ระยะทางรวมประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาที โดยที่มาของชื่อมาจากเมื่อครั้งอดีตศาสตราจารย์ นิชิดะ คิตะโร (Nishida Kitaro) ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวญี่ปุ่นได้ใช้เส้นทางนี้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเกียวโตทุกวัน

Nanzenji Temple


หนึ่งในวัดเซนที่สวยงามและมีความสําคัญที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นวัดหลักของศาสนาพุทธนิกายในไซ (Rinzai) สายย่อยนั้นเซนจิ ในอดีตวัดแห่งนี้เคยเป็นวังที่ประทับของจักรพรรดิคะเมะยะมะ (Emperor Kameyama) ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา พระองค์จึงทรงยกวังแห่งนี้ให้ก่อตั้งเป็นวัดนันเซนจิแทนในปี ค.ศ. 1291 ภายในวัดนันเซนจิยังมีวัดย่อยๆอยู่อีก 12 วัด ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมแค่เพียง 4 วัด

เมื่อมาถึงวัดแห่งนี้ สิ่งแรกที่จะพบก็คือประตูชันมง (Sanmon) ประตูไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่สูง 22 เมตร ที่สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์รําลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามปราสาทโอซาก้า นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์เมืองเกียวโตได้บนชั้นสองของประตูไม้ซึ่งมีระเบียงขนาดใหญ่ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของวัดแห่งนี้ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมคือสะพานส่งน้ำบิวะ (Lake Biwa Aqueduct) สะพานส่งน้ำที่ได้ชื่อว่าเป็นวิศวกรรมโยธายุคใหม่แห่งแรกของญี่ปุ่น สร้างขึ้นด้วยการเจาะภูเขาเพื่อถ่ายเทน้ำจากทะเลสาบบิวะมายังเกียวโตในสมัยเมจิ ซึ่งในสมัยนั้นการเจาะภูเขาเป็นเรื่องที่ลําบากมาก ปัจจุบันยังคงมีการใช้ท่อส่งน้ำอยู่ แต่ชาวเมืองไม่ได้ใช้น้ำจากคลองส่งน้ำแห่งนี้แล้ว

นอกจากนี้ในวัดยังมีสวนเซนย่อยๆที่เปิดให้ผู้คนได้เข้าชม อีกทั้งสวนโฮโจ (Hojo Garden) สวนนันเซนอิน (Nanzenin Garden) สวนคนชอิน (Konchin Garden) และสวนเห็นจูอัน (Tenjuan Garden) ที่มีความเงียบ สงบ และสวยงาม ชวนให้เกิดสมาธิและสงบจิตใจ ในช่วงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี วัดนี้ยังเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเกียวโตอีกด้วย

Keage Incline


เมื่อตรงออกจากประตูใหญ่วัดนันเซนจิตามเส้นทางมาศาลเจ้าเฮอันไปเรื่อยๆแล้วจะพบสะพานข้ามคลองและทางเดินที่คนเกียวโตเรียกกันว่าทางรถไฟสายเก่าหรือ Keage Incline ในอดีตทางรถไฟสายนี้ใช้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำจากเกียวโตไปยังอีกคลองหนึ่ง (ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว) กลางทางรถไฟจะมีขบวนรถไฟที่ใช้ขนส่งน้ำในอดีตจอดแสดงอยู่ตลอดเส้นทางมีต้นซากุระจํานวนมาก มองดูแล้วสวยงามโรแมนติกมากๆ โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกซากุระบานนี่เป็น 1 ในไฮไลท์เด้ดที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากเดินมาสุดทางรถไฟสายเก่าแล้ว หากเดินตรงตามทางเลียบคลองมาเรื่อยๆจะพบเสาโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งโดดเด่นอยู่กลางถนน เสานี้เป็นประตูสู่ศาลเจ้าเฮอัน มีความกว้างถึง 33 เมตร สูง 24.2 เมตร และเป็นเสาโทริอิที่สูงเป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่น (อันดับหนึ่งอยู่ที่จังหวัดวะกะ)

Heian Shrine


ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งเมืองเกียวโต สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1895 เนื่องในโอกาสที่เมืองเกียวโตเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นครบ 1,100 ปี และเพื่ออุทิศแด่จักรพรรดิคัมม และจักรพรรดิโคเม จักรพรรดิองค์แรกและองค์สุดท้ายที่ประทับอยู่ในเมืองเกียวโต โดยชื่อของศาลเจ้าเฮอันมาจากชื่อที่คนสมัยก่อนใช้เรียกเมืองเกียวโต ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมของพระราชวังอิมพีเรียลซึ่งเป็นวังหลวงที่ประทับของจักรพรรดิในยุคเฮอัน ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของประเทศจีนทั้งจั่วกระเบื้อง เสา บานหน้าต่างประตู ล้วนเป็นศิลปะแบบจีนทั้งหมด เมื่อเดินเข้าไปภายในประตูจะมีลานกว้างโล่งแจ้งสําหรับประกอบพิธีสําคัญ เช่น เทศกาลจิได (Jidai Matsuri) เทศกาลเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมืองเกียวโตซึ่งจัด ทุกวันที่ 22 ตุลาคม ทางด้านขวาของอาคารศาลเจ้ามีสวนสไตล์จีนเปิดให้เข้าชมอยู่สามารถชมหรือพายเรือเล่นได้

Yasalka Shrine


ศาลเจ้ายะซะกะหรือศาลเจ้ากิออน ศาลเจ้าที่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟกระดาษแขวนเรียงรายนับพันดวงในวัด ซึ่งแต่ละดวงจะเขียนชื่อของผู้บริจาคเอาไว้ เดิมที่ศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อว่า “กิออนชะ” (Gion-sha) หรือ “คันชินอิน” (Kansin-in) แต่ภายหลังยุคปฏิรูปเมจิมีการให้แยกวัดกับศาลเจ้าออกจากกันอย่างชัดเจน จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ผู้คนนิยมเรียกว่า “กิออนซัง” (Gion -san) ที่ด้านหลังของศาลเจ้ามีทางเดินเชื่อมไปยังสวนสาธารณะมะรุยะมะ จุดชมซากุระที่ขึ้นชื่ออีกแห่งของเมืองเกียวโต

Kiyomizudera Temple


วัดคิโยะมิซุเดะระ หรือที่คนไทยเรียกกันว่าวัดน้ำใส เป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต เป็นหนึ่งในสมบัติแห่งชาติญี่ปุ่นและได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.778 หรือในยุคที่นะระยัง เป็นเมืองหลวง จุดเด่นของวัดนี้คือวิหารระเบียงไม้ที่สร้างขึ้นจากเสาไม้ขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากเนินเขาโอะโตะวะและธารน้ำจากน้ำตกโอะโตะวะที่ไหลผ่านลงมาจากภูเขาแยกออกเป็น 3 สาย ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่มาของชื่อวัดที่มีความหมายว่า “น้ำบริสุทธิ์”

วิหารระเบียงไม้ขนาดใหญ่นี้ใช้ไม้จํานวน 139 ต้น มาทําสลักแทนการตอกตะปู วัดความสูงจากพื้นได้ 13 เมตร บนระเบียงนี้จะมองเห็นวิวทิวทัศน์เมืองเกียวโตได้ไกลสุดลูกหูลูกตา หากอยากได้มุมถ่ายภาพยอดนิยมให้ถ่ายจากวิหารฝั่งที่อยู่ตรงข้ามระเบียงวัดจะมองเห็นระเบียงใหญ่และทิวทัศน์เมืองเกียวโตเป็นฉากหลัง

ในช่วงเปลี่ยนฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง (กลางเดือน มีนาคมถึงเมษายน และกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม) ทางวัดจะมีจัดงานชมแสงไฟกลางคืนด้วย


อีกอย่างหนึ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมาถึงวัดแห่งนี้ก็คือการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์จากน้ำตกโอะโตะวะที่ไหลสู่ชั้นล่างของวัด น้ำตกจะแยกออกเป็น 3 สาย โดยคนญี่ปุ่นเชื่อว่าหากได้ดื่มน้ำจากน้ำตกนี้จะทําให้โชคดี ซึ่งแต่ละสายจะให้โชคด้านต่างกัน หากดื่มสายที่อยู่ซ้ายมือสุดเมื่อหันหน้าเข้าศาลาจะทําให้ประสบความสําเร็จในการศึกษา สายตรงกลางจะทําให้สมหวังในความรักและสายด้านขวาสุดจะทําให้มีอายุยืนยาวสุขภาพแข็งแรง แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความสะอาดเพราะจะมีเครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยอัลตราไวโอเลตในกระบวยตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ การดื่มน้ำต้องใช้กระบวยรองน้ำจากน้ำตกแล้วเทน้ำจากกระบวยลงฝ่ามือแล้วจึงดื่ม ห้ามดื่มน้ำจากกระบวยโดยตรงเด็ดขาด

ด้านหลังของวิหารระเบียงไม้มีศาลเจ้าจิซู (Jishu Shrine) ศาลเจ้าแห่งความรักที่สถิตของเทพเจ้าโอกุนินุชิ โนะ มิโกะโตะ (Okuninashi no Mikoto) เทพเจ้าแห่งความรักและเนื้อคู่ เมื่อเข้าไปในศาลเจ้าเราจะพบหิน 2 ก้อนที่ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าหากหลับตาแล้วเดินท่องชื่อคนรักจากหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนได้ความรักจะสมหวัง

Yasaka Pagoda (Hokanji)


จากถนนสายกาน้ำชาเดินแวะเข้าซอยมาหน่อยก็จะพบกับเจดีย์ยะซะกะ เจดีย์โบราณของวัดโฮกันจิ ตั้งเด่นอยู่ในโซนเมืองเก่าของเมืองเกียวโต เจดีย์นี้สร้างขึ้นในวัดครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 589 (ยุคก่อนที่เกียวโตจะเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น) แต่ก็ถูกทําลายและมีการสร้างขึ้นใหม่หลายครั้ง เจดีย์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1440 มี 5 ชั้น สูง 49 เมตร ชั้นล่างเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป ส่วนชั้นสองเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิวมุมสูงของเมืองเกียวโต ใครที่จะเดินจากวัดน้ำใสไปยังย่านกิออนอยู่แล้วอย่าลืมแวะมาชมเจดีย์แห่งนี้กันล่ะ

Tofukuji Temple


วัดนี้เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้แดงที่สวยที่สุดในเมืองเกียวโต ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1236 ตามคําสั่งของตระกูลฟุจิวะระ ตระกูลที่มีอํานาจและอิทธิพลอย่างสูงในสังคมญี่ปุ่นยุคสมัยนะระและยุคเฮอัน โดยชื่อของวัดนี้เกิดจากการนําชื่อของวัดโคฟุกุจิ เมืองนะระ ซึ่งเป็นวัดประจําตระกูล และวัดโทไดจิ วัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองนะระมารวมกันกลายเป็น “โทฟุกุจิ” โดยมีความสําคัญในฐานะเป็นหนึ่งในวัดหลักๆที่เผยแผ่พุทธศาสนานิกายเซนสายรินไซ

จุดชมวิวยอดนิยมของวัดนี้คือบนสะพานสวรรค์สึเท็นเกียว (Tsutenkyo Bridge) สะพานข้ามลําธารและหุบเขาต้นเมเปิลยาว 100 เมตร ที่เชื่อมระหว่างวิหารฮนโด (Hondo) ที่อยู่ฝั่งทางเข้าวัดกับวิหารไคซันโด (Kaizando) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานของเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด

วัดนี้ยังมีสวนหิน 4 แห่งที่อยู่รอบโฮโจ (Hojo) อาคารหลักแห่งหนึ่งของวัดโทฟุกุจิทั้งสี่เป็นสวนหินเซนยุคใหม่ที่สร้างขึ้นช่วงปี ค.ศ. 1939 และรอบๆบริเวณตัววัดยังมีประตูชันมง (Sanmon) สูง 22 เมตร ซึ่งเป็นประตูวัดแบบเซนที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจําชาติ มีลักษณะเป็นหลังคาซ้อนกันสองชั้นส่วนปลายยกโค้งมน ประตูปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1425 และวิหารฮนโด วิหารหลักซึ่งสร้างใหม่จากไม้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 ประดิษฐานพระพุทธรูป ที่มีผู้คนมาสักการะไม่ขาดสาย

Toji Temple


ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1994 สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 794 ตามคําสั่งของจักรพรรดิคัมม เพื่อใช้เป็นป้อมปราการป้องกันกรุงเฮอัน (เกียวโต) ทางทิศตะวันออกคู่กับวัดไซจิ (Sai) ที่อยู่ทางทิศตะวันตก ในปี ค.ศ. 823 จักรพรรดิซะงะได้ยกวัดแห่งนี้ให้พระโคโบ ไดช หรือพระคูไก ผู้นําศาสนาพุทธนิกายชิงงนซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหุบเขาแห่งพุทธศาสนาโคยะซัง พระคูไกได้สร้างอาคารต่างๆไว้ในพื้นที่ของวัดแห่งนี้ ทั้งวิหารหลักซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของวัดและเป็นที่สักการะขอพรพระพุทธรูปยาคุชิ เนียวไร (Yakushi Nyorai) พระแห่งการรักษาความเจ็บป่วย หอศึกษาพระธรรมโคโด (Kodo) สร้างในปี ค.ศ. 1491 และเจดีย์ไม้ห้าชั้นสูง 57 เมตร สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดของเกียวโตในยุคนั้นและยังเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

วัดแห่งนี้ถูกทําลายเสียหายมาหลายครั้งทั้งจากเหตุเพลิงไหม้และจากภัยสงครามในช่วงศตวรรษที่ 16 สิ่งก่อสร้างที่เห็นในปัจจุบันจึงล้วนสร้างขึ้นมาใหม่

ทุกวันที่ 21 ของเดือนตั้งแต่เช้าจนถึงเวลา 16.30 น. วัดโทจิแห่งนี้จะเปิดตลาดนัดขายสินค้าทั้งมือหนึ่ง มือสอง และของเก่า มีทั้งร้านค้าและซุ้มของกินเล่นมาเปิดขายที่ลานวัด ใครที่อยากถ่ายรูปวัดแห่งนี้แบบสวยๆไม่แนะนําให้มาในวันนี้ เพราะความงามของวิหารหลักจะถูกบดบังด้วยเตนท์ขายของจนเต็มไปหมด

Kuramadera


วัดพุทธเก่าแก่บนยอดเขาคุระมะท่ามกลางธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 770 โดยพระกันเท (Gantei) พระนักบวชจากวัดโทโชไดจิ (Toshodai) แห่งเมืองนะระ ผู้ออกเดินทางเสาะแสวงหาสถานที่ฝึกสมาธิและปฏิบัติธรรมและบังเอิญพบม้าขาวตัวหนึ่ง ม้าตัวนั้นได้นําทางท่านมาจนถึงพื้นที่ยอดเขาแห่งนี้ ในแรกเริ่มวัดแห่งนี้เป็นวัดพุทธนิกายเห็นได นิกายเก่าแก่ที่สุดที่รับมาจากประเทศจีน แต่ภายหลังในปี ค.ศ. 1949 ได้มีการก่อตั้งเป็นนิกายใหม่ในชื่อนิกายคุระมะโคเกียว (Kurama-kokyo)

จากเชิงเขาฝั่งหมู่บ้านคุระมะนั้นมีรถเคเบิลคาร์ให้บริการอยู่ เมื่อขึ้นมาถึงจะพบทางเดินยาวตามแนวเขาที่ประดับไปด้วยโคมสีแดงสวยงามให้เดินตามเส้นทางนั้นมาเรื่อยๆ ระหว่างทางมีร้านน้ำชาที่ให้บริการชาฟรีแก่ผู้เดินทางผ่านสามารถแวะเข้าไปจิบชาผ่อนคลายความเหนื่อยก่อนได้ จากนั้นเมื่อถึงวัดแล้วหากต้องการเดินทางไปหมู่บ้านคุระมะก็สามารถเดินต่อไปได้

Kibune Shrine


ศาลเจ้าใจกลางหมู่บ้านที่มีโคมไฟสีแดงตั้งเรียงรายตลอดทางเดิน สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าสายน้ำและสายฝนให้ช่วยปกป้องผู้คนที่เดินทางออกทะเล โดยที่ตั้งของศาลเจ้าเป็นตําแหน่งที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเทพเจ้าขึ้นจากเรือที่บริเวณนี้ สําหรับคนชอบทํานายดวงชะตาที่ศาลเจ้าแห่งนี้มีคําทํานายเขียนอยู่บนกระดาษ โอมิคุจิ (Omikuji) ที่จะมองไม่เห็นคําทํานายจนกว่าจะนําแผ่นกระดาษมาลอยน้ำ